สุนทรียมิติ

Blog EntryMini Concert เปิดโลกเย็น Apr 29, '08 12:52 AM
for everyone
Mini Concert เนื่องในโอกาส 102 ปีพุทธทาสภิกขุ

 
www.dandham.com 
 
 
   Mini Concert เนื่องในโอกาส 102 ปีพุทธทาสภิกขุ “ เปิดโลกเย็น ”

 

“ เปิดโลกเย็น ”

โดย

จีวันแบนด์ และ ศิลปินรับเชิญพิเศษ
มีสุข แจ้งมีสุข, ปนัดดา วงศ์ผู้ดี, ธีรภาพ โลหิตกุล, กัมปนาท บัวฮัมบุรา,
แทนคุณ จิตต์อิสระ, นุภาพ สวันตรัจฉ์, ธนกฤต อกนิษฐธาดา, ธีรยุทธ์ เวชเจริญยิ่ง,
เด็กๆ จากอนุบาลสัตย์สงวนอนุสรณ์  และเด็กๆ นักแสดงและน้องตั้งเต ฯลฯ

วันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2551 เวลา 19.00 น.  ( 1 รอบ )
ณ หอประชุมเล็กศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

“ โลกเย็นได้ด้วยธรรม   ชีวิตฉ่ำด้วยทำนอง
บทเพลงที่ขับร้อง   ให้อ่อนน้อมสงบเย็น

 
    แนวคิดสำหรับคอนเสิร์ต “เปิดโลกเย็น” คือความต่อเนื่องมาจากคอนเสิร์ต “เปิดดวงตา” (12 พฤษภาคม 2550 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) คือการสืบทอดพระศาสนาด้วยบทเพลงตามแนวคิดของ ท่านปรีดี พนมยงค์ และ ท่านพุทธทาสภิกขุ (พ.ศ. 2485)

    และได้เล็งเห็นว่า บทเพลงในยุคนี้มีอิทธิพลต่อ ยุวชน,วัยรุ่น และ คนทั่วไปค่อนข้างสูง และเห็นว่าสังคมของโลกเรา โดยเฉพาะเมืองไทย ยังขาดแคลน เพลงที่ทำให้จิตสูง โลกของเราเลยร้อน

    การจัดคอนเสิร์ตขึ้น ก็เพื่อเป็นการกล่าวย้ำให้ยุวชน วัยรุ่น ตลอดจนประชาชนทั่วไปได้ทราบและเป็นจุดรวมของกัลยาณมิตร ที่เห็นคุณค่าของบทเพลงธรรม และร่วมกันสานต่อบทเพลงธรรมเพื่อให้โลกร่มเย็น สร้างสันติสุข และสันติภาพ ดังคำที่ท่านพุทธทาส กล่าวไว้ว่า “ศลีธรรม ของยุวชน คือ สันติภาพของโลก”

    ผู้สนับสนุนร่วมกันทุกฝ่ายนอกจากจะเป็นการจัดทำสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์ที่คงอยู่นานแล้ว ยังเป็นการบำเพ็ญธรรมทานคือการให้ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญว่าเป็นทานอันยอดเยี่ยม พร้อมไปกับการมีส่วนร่วมในการเผยแผ่ธรรมบันเทิง อันจะอำนวยประโยชน์สุขที่แท้จริงแก่ชีวิตและประชาชน
 
โลกร้อน…อากาศร้อน ก็ร้อนไป      
     อย่าให้ใจเร่าร้อน ด้วยไฟราคะ- โทสะ- โมหะ
อย่าให้ความเร่าร้อนของคนอื่น      
     มาทำลายความสงบเย็นของเรา
อย่าเอาความเร่าร้อนของเรา      
     ไปทำลายความสงบเย็นของคนอื่น
ช่วยกันรักษา “ความสงบเย็น”     
     จะช่วยโลกให้เป็น “บรมสุข”
เพราะ… “นิพพานัง  ปรมัง   สุขัง”     
     ความสงบเย็นเป็นสุขอย่างยิ่ง (บรมสุข)
ธรรมชีวิน

บัตรราคา 1,000 บาท มีจำนวนที่นั่งจำกัด เพียง 200 ที่
ผู้ที่ซื้อบัตร จีวัน แบนด์ Mini Concert รับ หนังสือ ธรรมะระงับร้อน 1 เล่ม ฟรี

ซื้อและจองบัตรคอนเสิร์ตได้ที่

  • สำนักพิมพ์ ดีเอ็มจี  DMG Book 02-685-2254-5 หรือติดต่อ คุณวิรวัฒน์  026852214 มือถือ 0819292439
  • กลุ่มศิลปะเปิดจิต 087-591-6995 , E-Mail: tortow2005@yahoo.com

*** รายได้จากการจัดงานเพื่อใช้ในโครงการนำเพลงธรรมสู่ยุวชน และประชาชน ***

 

     สำนักพิมพ์ดีเอ็มจี หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้รับเกียรติจากท่านในการเข้าร่วมงานตามวันเวลาดังกล่าว สอบถามรายละเอียด เพิ่มเติมได้ที่ คุณสุภิตา พรมวรณ์ เบอร์โทร 0 2685 2254-5 ต่อ 2213 และขอขอบพระคุณล่วงหน้ามา ณ โอกาสนี้
www.dandham.com  และ http://chitasangvaro.multiply.com/ ร่วมสนับสนุนกิจกรรมแนวธรรมะ เพื่อลดโลกร้อน เปิดโลกเย็น

Blog EntryรอยแผลในหัวใจMar 23, '08 9:58 PM
for everyone

รอยแผลในหัวใจ จากไฟสงคราม

ในบรรดาผู้เคราะห์ร้ายจากสงครามเวียดนาม คงไม่มีใครที่ทั่วโลกรู้จักมากเท่ากับ คิม ฟุค ภาพเด็กหญิงวัย ๙ ขวบร่างกายบอบบางและเปลือยเปล่า วิ่งร่ำไห้อยู่กลางถนนพร้อมกับเด็กอีก ๒-๓ คน โดยมีฉากหลังเป็นม่านควันดำทมึนและเปลวไฟลุกโพลง ได้ประทับแน่นอยู่ในใจของผู้คนทั่วโลก ภาพนี้ภาพเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะบอกเราว่าสงครามนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่ลูกเล็กเด็กแดงและประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างไรบ้าง
คิม ฟุค คือเด็กหญิงชาวเวียดนามใต้คนนั้นซึ่งช่างภาพอเมริกันได้ถ่ายไว้ขณะที่เธอและเพื่อนบ้านกำลังแตกตื่นหนีภัย แม้เธอจะรอดตายจากระเบิดนาปาล์มที่ทิ้งลงหมู่บ้านของเธอ แต่ไฟก็ได้เผาลวกผิวหนังของเธอถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เธอต้องรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลถึง ๑๔ เดือน และผ่านการผ่าตัดถึง ๑๗ ครั้งกว่าจะหายเป็นปกติ เธอยังโชคดีเมื่อเทียบกับลูกพี่ลูกน้องอีก ๒ คนซึ่งตายเพราะทนพิษบาดแผลไม่ไหว
นั่นคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๕ เมื่อเวียดนามกลายเป็นคอมมิวนิสต์ ๓ ปีต่อมา ก็ไม่มีข่าวคราวของเธอปรากฏสู่โลกภายนอกอีกเลย แต่แล้ววันหนึ่งในปี ๒๕๓๙ คิม ฟุค ก็ได้มาปรากฏตัวอยู่ต่อหน้าชาวอเมริกันซึ่งเคยผ่านสมรภูมิเวียดนาม เธอได้รับเชิญให้มาพูดเนื่องในโอกาสวันทหารผ่านศึก ณ กรุงวอชิงตันดีซี
การได้มาเผชิญหน้ากับกลุ่มคนซึ่งครั้งหนึ่งเคยมาทำลายบ้านเกิดเมืองนอนของเธอ ทำให้ญาติพี่น้องของเธอต้องตาย และเกือบฆ่าเธอให้ตายไปด้วยนั้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำใจได้ง่ายนัก แต่เธอมาก็เพื่อจะบอกให้พวกเขารู้ว่าสงครามนั้นได้ก่อความทุกข์ทรมานแก่ผู้คนอย่างไรบ้าง หลังจากที่เล่าถึงประสบการณ์อันเจ็บปวดของเธอแล้ว เธอก็ได้เผยความในใจว่ามีเรื่องหนึ่งที่เธออยากจะบอกต่อหน้านักบินที่ทิ้งระเบิดใส่หมู่บ้านของเธอ
พูดมาถึงตรงนี้ก็มีคนส่งข้อความมาบอกว่า คนที่เธอต้องการพบกำลังนั่งอยู่ในห้องประชุมนี้ เธอจึงเผยความในใจออกมาว่า "ฉันอยากบอกเขาว่าเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ แต่เราควรพยายามทำสิ่งดี ๆ เพื่อส่งเสริมสันติภาพทั้งในปัจจุบันและอนาคต"
เมื่อเธอบรรยายเสร็จ ลงมาจากเวที อดีตนักบินที่เกือบฆ่าเธอก็มายืนอยู่เบื้องหน้าเธอ เขามิใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นสาธุคุณประจำโบสถ์แห่งหนึ่ง เขาพูดด้วยสีหน้าเจ็บปวดว่า "ผมขอโทษ ผมขอโทษจริง ๆ"
คิมเข้าไปโอบกอบเขาแล้วตอบว่า "ไม่เป็นไร ฉันให้อภัย ฉันให้อภัย"
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะให้อภัยโดยเฉพาะกับคนที่ทำร้ายเราปางตาย คิม ฟุค เล่าว่าเหตุการณ์ครั้งนั้นสร้างความทุกข์ทรมานแก่เธอทั้งกายและใจ จนเธอเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร แต่แล้วเธอก็พบว่าสิ่งที่ทำร้ายเธอจริง ๆ มิใช่ใครที่ไหน หากได้แก่ความเกลียดที่ฝังแน่นในใจเธอนั่นเอง "ฉันพบว่าการบ่มเพาะความเกลียดเอาไว้สามารถฆ่าฉันได้" เธอพยายามสวดมนต์และแผ่เมตตาให้ศัตรู และแก่คนที่ก่อความทุกข์ให้เธอ แล้วเธอก็พบว่า "หัวใจฉันมีความอ่อนโยนมากขึ้นเรื่อย ๆ เดี๋ยวนี้ ฉันสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องเกลียด"
เราไม่อาจควบคุมกำกับผู้คนให้ทำดี หรือไม่ทำชั่วกับเราได้ แต่เราสามารถควบคุมกำกับจิตใจของเราได้ เราไม่อาจเลือกได้ว่ารอบตัวเราต้องมีแต่คนน่ารักพูดจาอ่อนหวาน แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะทำใจอย่างไรเมื่อประสบกับสิ่งไม่พึงปรารถนา คิม ฟุค ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของตัวเองว่า "ฉันน่าจะโกรธ แต่ฉันเลือกอีกทางหนึ่ง แล้วชีวิตของฉันก็ดีขึ้น"
บทเรียนของคิม ฟุค คือในเมื่อเราเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้ เราจึงไม่ควรปักใจอยู่กับอดีต แต่เราสามารถเรียนรู้จากอดีตเพื่อทำปัจจุบันและอนาคตให้ดีขึ้นได้ บทเรียนจากอดีตอย่างหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้มาก็คือ "การอยู่กับความโกรธ เกลียด และความขมขื่นนั้น ทำให้ฉันเห็นคุณค่าของการให้อภัย"


การให้อภัยมิได้หมายถึงการลืมเหตุการณ์ที่เจ็บปวด แต่หมายถึงการไม่ยอมให้เหตุ การณ์เหล่านั้นมาทำร้ายเรา ผู้ที่รู้จักให้อภัยคือผู้ที่ยังจดจำอดีตอันไม่น่าพิสมัยได้ แต่แทนที่จะปล่อยให้อดีตนั้นมากระทำย่ำยี กลับเอาชนะมันได้และสามารถนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ เช่น เอามาเป็นบทเรียนเพื่อจะไม่ทำความผิดพลาดอีก และที่สำคัญคือเป็นเครื่องเตือนใจว่าความโกรธเกลียดนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเราอย่างไรบ้าง
เมื่อเราโกรธใคร อยากทำร้ายใครนั้น คนแรกที่ถูกทำร้ายคือตัวเรานั่นเอง ไม่ใช่แค่จิตใจเท่านั้นที่เร่าร้อนเหมือนถูกไฟสุม แม้แต่ร่างกายก็ยังได้รับผลกระทบด้วย มีบางคนที่มีอาการปวดท้องและปวดศีรษะเรื้อรัง อีกทั้งยังมีความดันโลหิตสูง หมอพยายามตรวจร่างกายแต่ก็ไม่พบความผิดปกติ หมอจึงขอให้เธอเล่าเรื่องราวในชีวิตของเธอให้ฟัง เธอเล่าว่ากำลังมีเรื่องขุ่นเคืองใจกับพี่สาวซึ่งทอดทิ้งให้เธอเผชิญปัญหาตามลำพังอยู่หลายปี หมอจึงสันนิษฐานว่าความเจ็บป่วยของเธอมีสาเหตุมาจากความบาดหมางดังกล่าว จึงแนะให้เธอยกโทษแก่พี่สาว หลายปีต่อมาหมอได้รับจดหมายจากคนไข้รายนี้ว่าเธอคืนดีกับพี่สาวแล้ว และอาการเจ็บป่วยก็ไม่มารังควานอีกเลย
มีอีกรายที่เจ็บป่วยโดยหมอไม่พบความผิดปกติในร่างกาย เธอมีอาการคลื่นไส้และระบบย่อยอาหารผิดปกติจนน้ำหนักลดไป ๑๕ กก. วันหนึ่งอาการได้กำเริบขึ้นเมื่อเธอได้รับจดหมายจากลูกพี่ลูกน้อง เธอเฉลียวใจในตอนนั้นเองว่าความเจ็บป่วยของเธอมีสาเหตุมาจากความโกรธเกลียด เธอทั้งโกรธและเกลียดลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเพราะแอบไปมีความสัมพันธ์กับแฟนหนุ่มของเธอ ลูกพี่ลูกน้องคนนั้นเขียนจดหมายมาขอโทษเธอ เธอครุ่นคิดอยู่นาน และในที่สุดก็เขียนจดหมายตอบไปว่า "ฉันยกโทษให้เธอ" หลังจากนั้นสุขภาพเธอก็ดีขึ้นและใช้ชีวิตอย่างมีความสุข


การให้อภัยเป็นเรื่องยาก แต่การมีชีวิตด้วยจิตใจที่โกรธแค้นพยาบาทกลับเป็นเรื่องที่ยากลำบากกว่า คนที่มีความโกรธเกลียดอัดแน่นเต็มหัวใจย่อมไม่อาจพบความสุขและความเบิกบานใจได้ คนเช่นนี้ย่อมยากที่จะมีศรัทธาและกำลังใจในการมีชีวิต ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเรียนรู้ที่จะปลดเปลื้องความโกรธเกลียดไปจากจิตใจ ด้วยการรู้จักให้อภัยและหมั่นแผ่เมตตาไปให้แก่คนที่ทำความเจ็บปวดให้แก่เรา
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะนึกถึงบุคคลดังกล่าวโดยที่จิตใจไม่พลุ่งพล่าน แต่เมื่อใดที่ใจเราสงบลองนึกถึงเขาอยู่เป็นระยะ ๆ นึกถึงแต่ละครั้งก็ยิ้มให้เขา แผ่ความปรารถนาดีให้เขา เราจะพบว่าเรายิ้มให้เขาได้ง่ายขึ้น และจิตใจกระเพื่อมน้อยลง ไม่นานเราก็จะให้อภัยเขาได้และมีความปรารถนาดีต่อเขาด้วยใจจริง
ถึงตอนนั้นเราจะพบว่าสิ่งที่ทำให้เราเจ็บปวดทุกข์ทรมานมาเป็นเวลานานนั้นมิใช่อะไรอื่น หากได้แก่ความโกรธเกลียดที่เคยอยู่ในใจเรานั้นเอง ความเจ็บปวดที่เกิดเพราะคนบางคนนั้นแท้จริงได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว แต่ที่ยังคงอยู่ก็เพราะใจเรานั้นเองที่ไปรื้อฟื้นและทนุถนอมมันเอาไว้ด้วยความจงเกลียดจงชังหมายมั่นจะแก้แค้น ตัวเขาอาจอยู่ไกลแสนไกล แต่เราเองต่างหากที่ไปดึงเขามาไว้กลางใจเราอยู่ทุกโมงยาม พูดให้ถูกต้องก็คือใจเรานั่นแหละที่สร้างปีศาจร้ายมาหลอกหลอนตัวเองอยู่ทุกขณะจิต ปีศาจที่แม้รูปร่างหน้าตาเหมือนคนที่เคยประทุษร้ายเรา แต่เป็นผลผลิตจากใจของเราเอง
การให้อภัยและการแผ่เมตตาแท้ที่จริงก็คือการสยบปีศาจร้ายมิให้มาหลอกหลอนอีกต่อไป จะเรียกว่าเป็นการเชื้อเชิญมันออกไปจากจิตใจของเราก็ได้ ด้วยการให้อภัยและการแผ่เมตตาเท่านั้น จิตใจของเราจึงจะได้รับการเยียวยาและกลับเป็นปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง
ในโลกที่เรามิอาจหลีกพ้นความพลัดพรากสูญเสีย ความเจ็บปวด และบาดแผลในใจ การให้อภัยและการแผ่เมตตาคืออะไรหากมิใช่ยาสามัญที่ควรมีไว้ประจำใจ
..................
จากบทความเรื่อง : ยาสามัญประจำใจ พระไพศาล วิสาโล
คัดลอกมากจาก :
http://www.budpage.com/ba156.shtml


ความรัก ความมั่นคง ความสำเร็จ

ผู้หญิงคนหนึ่งเดินออกมาจากบ้านของเธอ
และได้เห็นชายชราที่มีเคราสีขาว 3 คน
นั่งอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบ้านของเธอ
เธอไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นใคร เธอพูดกับเขาว่า

" ฉันคิดว่าฉันไม่รู้จักพวกคุณ
แต่ท่าทางพวกคุณต้องหิวแน่เลย
โปรดเข้ามาในบ้านและทานอะไรซักหน่อยเถอะ"

" สามีของเธออยู่ในบ้านไหม" เขาถาม

" ไม่" เธอตอบ "เขาออกไปข้างนอก"

" ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็เขาไปข้างในไม่ได้ดอก" เขาตอบ

ในตอนเย็น เมื่อสามีเธอกับมาบ้าน เธอเล่าให้เขาฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

"ไปบอกพวกเขาซิ ฉันกลับมาบ้านแล้ว
และเชิญเข้ามาในบ้านเถิด"

เธอก็ออกไปและเชิญพวกชายชรานั้นให้เข้ามาในบ้าน

"เราเข้าไปในบ้านพร้อมกันไม่ได้หรอก" เขาตอบ

" ทำไมล่ะ" เธอถาม

ชายชราคนหนึ่งอธิบายว่า "เขาชื่อ ความมั่งคั่ง"

เขาพูดและชี้ไปยังเพื่อนของเขา
และชี้ไปยังอีกคนหนึ่งว่า

"เขาคือ ความสำเร็จ และฉันคือ ความรัก"

เขากล่าวต่อไปว่า

" บัดนี้ จงเข้าไปข้างในและปรึกษากับสามีของเธอว่า
คนไหนในพวกเราที่คุณต้องการจะให้เข้าไปในบ้านของคุณ"

เธอกลับเขามาข้างในและบอกกับสามีของเธอ สามีของเธอรู้สึกดีใจมาก

"วิเศษจริงๆ " เขากล่าว

" เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะเชิญ ความมั่งคั่ง
เมื่อเขาอยู่กับเรา บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความมั่งคั่ง"

ฝ่ายภรรยาไม่เห็นด้วย

" ที่รัก ทำไมเราไม่เชิญ ความสำเร็จ ล่ะ"

ขณะนั้นลูกสะใภ้ได้ยินทั้งสองกำลังปรึกษา
จากมุมหนึ่งของบ้าน เธอก็เข้ามาและแนะนำว่า

" จะไม่ดีกว่าเหรอ ถ้าเราเลือก ความรัก
บ้านของเราจะเต็มไปด้วยความรักไง"

" เราฟังสิ่งที่ลูกสะใภ้แนะนำเถอะ"
สามีกล่าวกับภรรยา

" ออกไปข้างนอกและเชิญความรัก
เข้ามาเป็นแขกของเราเถอะ"

ภรรยาออกไปและถามชายชราทั้ง 3 ว่า

"ใครคือความรัก โปรดเข้ามา
และเป็นแขกของเราเถอะ"

ความรักลุกขึ้นและเดินไปยังบ้าน
ชายชราอีก 2 คนก็ลุกขึ้นและตามเขาไป
ด้วยความประหลาดใจ
ภรรยาถาม ความมั่งคั่ง และความสำเร็จว่า

" ฉันเชิญเพียงความรัก ทำไมคุณถึงเข้ามาด้วยล่ะ"

ชายชราตอบพร้อมกันว่า
ถ้าคุณเชิญความมั่งคั่ง หรือ ความสำเร็จ คนใดคนหนึ่ง อีกสองคนก็จะอยู่ข้างนอก
แต่เมื่อคุณเชิญความรัก ที่ใดที่เขาไป เราจะไปกับเขา

" ที่ใดมีความรัก ที่นั่นก็จะมีความมั่งคั่งและความสำเร็จ"

*** โปรดอย่ามุ่งเอาความมั่งคั่ง และความสำเร็จในหน้าที่การงาน
โดยไม่คำนึงถึงความรักต่อเพื่อนร่วมงาน สังคม และครอบครัว*

Blog Entryมองให้ลึกซึ้งFeb 5, '08 8:17 PM
for everyone

มองให้ลึกซึ้ง


...บ่อยครั้งที่มักจะได้ยินว่าเราไม่รู้จะบอกเค้ายังงัยเพราะเราเป็นแค่เพื่อน
แต่ความจริงแล้ว คุณเป็นตั้งเพื่อน...ต่างหาก

...โลกไม่เคยทำให้มนุษย์สมบูรณ์แบบเพื่อเผื่อเนื้อที่ให้คุณได้มีโอกาสแสวงหา
แต่โลกทำให้มนุษย์มีความเหงาเพื่อให้มนุษย์แสวงหาความรักและมอบความรัก
และได้รู้ว่า...การมีเพื่อนทำให้โลกไม่เงียบเหงาจนเกินไป

...ในแต่ละวัน... ให้เริ่มต้นวันด้วยการยิ้ม
ไม่ว่าเรื่องที่จะทำให้ยิ้มได้ในแต่เช้านั้นจะมีไม่กี่เรื่อง
...ในแต่ละวัน... ให้นึกขอบคุณอะไรก็ตามที่ดีต่อเราวันละ 1 อย่าง หรือ 1 คน
...ในแต่ละวัน... ให้จบทุกอย่างที่เป็นปัญหาไว้ที่ทำงานไม่ต้องแบกกลับมาที่บ้าน
...ในแต่ละวัน ... ให้ทำความรู้จักผู้คนเพิ่มขึ้นอย่างน้อยวันละ 1 คน
และอย่าลืมรักษาคนรู้จัก ให้อยู่กับเราได้นานๆ
ก่อนที่วันนี้คุณจะทำความรู้จักกับผู้คนใหม่ๆ
...จงสำรวจตัวเองว่าได้ทำใครหล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า

หากวันนี้เหลือเพียงวันสุดท้าย รักแค่ไหน...ได้ทันบอกเธอหรือยัง
หากว่าพรุ่งนี้สายเกินไปทุกอย่าง เราและเขา...ดีต่อกันพอไหม
และถ้าเกิดว่า 24 ชั่วโมงต่อจากนี้คือวันสุดท้ายของคุณจริงๆ
มันเพียงพอกับสิ่งที่คุณอยากจะทำมั้ย ?

...เงินไม่ใช่พระเจ้า แต่ทำให้เรามีทางเลือกมากขึ้น
เมื่อเงินทองเป็นเจ้าของเวลาไปซะหมด
แล้วเมื่อไหร่คุณจะเป็นเจ้าของเวลาบ้าง

มีสติ-สตางค์อยู่ก็ปลีกเวลาไปใช้บ้าง
อีกหน่อยไม่มีสติต่อให้มีสตางค์ก็สายไปซะแล้ว

เวลาที่เรารักใคร ..เราจะรู้สึกตัวเล็กเหลือเกิน
เวลาที่ใครรักเรา ..เราจะรู้สึกตัวใหญ่เหลือเกิน
แต่ถ้าเราเจอคนที่รักกัน ..เราจะผลัดกันตัวใหญ่ตัวเล็ก

...มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเข้ารับการบำบัดยาเสพติด ถามผู้คุมว่า
หลังจากผ่านการบำบัดแล้ว อีกนานแค่ไหนจึงจะออกเดทได้
ผู้คุมจึงแนะนำว่า... หลังจากออกจากที่นี่แล้ว
ปีแรกให้ซื้อต้นไม้มาปลูก..ดูแลมันให้ดีๆ
ปีต่อไปให้หาสุนัขมาเลี้ยง
หลังจากนั้นถ้าต้นไม้และสุนัขไม่ตาย ก็แสดงว่าเริ่มมีความรักได้แล้ว

...เราคือคนสำคัญเหลือเกินคนหนึ่งของครอบครัว
แต่ต้องไปเป็นคนที่ไม่ค่อยมีคุณค่าของใครก็ไม่รู้
ที่เราเชื่อมาตลอดว่าเขาสำคัญ... เพื่ออะไร


อาศรมจิตตะสังวโร ภูมิใจนำเเสนอ สุดยอดการ์ตูนแห่งยุค "หลวงพี่เอี้ยง วัมะนาวหวาน" 
ขอได้รับความขอบคุณจาก เวปบุดเพจ www.budpage.com 
                       


Blog EntryงูพิษในดวงใจJan 10, '08 9:21 PM
for everyone

งูพิษในดวงใจ 

·       คนเราทุกคนย่อมรักตนเอง  หวังดีต่อตนเอง

ปรารถนาให้ตนเองประสบความสำเร็จ  พบเจอสิ่งที่ดี

รวมถึงต้องการเป็นที่ยอมรับ และชื่นชมของผู้อื่น

แต่คนเรามักจะมีทัศนคติรวมถึงวิถีการดำเนินชีวิตที่แตกต่างกัน

·       ดังนั้นการที่คนเราจะมีความขัดแย้งกัน จึงเป็นเรื่องธรรมดา

อีกทั้งโดยส่วนใหญ่ คนมักจะมีความรู้สึกชอบ ชื่นชม ผู้ที่มีทัศนคติเช่นเดียวกับตน

และมักรู้สึกขัดใจหรือไม่ชอบผู้ที่มีทัศนคติที่ขัดแย้งหรือแตกต่างจากตน 

รวมทั้งธรรมชาติของมนุษย์ที่มักจะไม่พึงพอใจหรืออิจฉาผู้ที่โดดเด่นกว่าตน

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถือเป็นเรื่องธรรมดา

·       แต่ถ้ามีความรู้สึกรังเกียจ อคติ ขัดแย้ง ผู้ใดผู้หนึ่ง

โดยที่ไม่...สามารถควบคุมอารมณ์ดังกล่าวนี้แล้ว

เขาผู้นั้นก็เท่ากับ...เลี้ยงอสรพิษในดวงใจของตน

·       ปกติมนุษย์มักถูกครอบงำด้วยอวิชชาทำให้ดวงตาไม่แจ่มชัด

หลายครั้งตัวของเราเองยังไม่ชัดเจนในความคิด ความรู้สึก และการกระทำของตนเอง

ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะตีตรา (Label) ตัดสินผู้อื่นเพียงเพราะการกระทำบางอย่างของผู้อื่นที่ตนเองพบเห็นแล้วตนเองก็ตีความว่า เขาคนนั้นต้องเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้

โดยเอาความคิดของตนเองเป็นบรรทัดฐาน

·       โปรดอย่าลืมว่า ทุกสิ่งในโลกล้วนเป็นสิ่งสมมุติ

แม้กระทั่งเวลาก็ยังเป็นสิ่งสมมุติ  ดังที่ทราบในโลกกลม ๆ ใบนี้

มีเวลาที่แตกต่างกันในแต่ละโซน  โดยมนุษย์ตกลงที่จะเทียบเวลาจาก

เส้นสมมุติที่เมืองกรีนิช  ประเทศอังกฤษเป็นหลัก

แล้วก็แบ่งเวลาสมมุติตามเส้นละติจูด และเส้นสองติจูด

·       เห็นไหมเวลายังมีความแตกต่าง

แล้วคุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่า...บรรทัดฐานที่คุณประเมินผู้อื่นจะเหมือนกัน

เพราะแต่ละคนก็มีความคิดที่แตกต่าง  ดังนั้น...

บรรทัดฐานในการวิเคราะห์ประเมินก็แตกต่างกันไป

 

·       การที่คนเรามีความขัดแย้งกัน  ขัดใจกัน  แล้วคิดประทุษร้าย

นินทา  กล่าวร้าย  ล้วนแต่เป็นการทำร้ายตนเองและผู้อื่น

ในที่นี้ฉันจะขอกล่าวถึงกรณีทำร้ายตนเองเท่านั้น

การที่คุณคิดร้ายผู้อื่นเท่ากับคุณเลี้ยงงูพิษในดวงใจคุณให้เติบโต

·       โดยอาหารที่คุณให้ก็คือ  ความไม่ชอบ ความเกลียด ความแค้น

ความคิดปองร้าย ฯลฯ  ที่หล่อเลี้ยงงูพิษในใจให้เติบโต

และขยายพันธุ์ขึ้นในใจของคุณ  ยิ่งคุณมีอคติต่อผู้อื่นมากเท่าไหร่

ดวงตาของคุณก็จะถูกฝ้าแห่งอคติครอบงำ

·       ทำให้ดวงตามนุษย์ซึ่งปกติก็ถูกอวิชชาบดบังอยู่แล้ว

โดนอคติปิดทับให้ฝ้าฟางเลือนรางมากยิ่งขึ้น

อีกทั้งหัวใจที่เต็มไปด้วยงูพิษยั้วเยี้ยเต็มดวงใจ

ซึ่งพร้อมจะคายพิษร้ายออกมากระตุ้นให้หัวใจของคุณ

ก็จะสูบเลือดพิษเข้าสู่กระแสเลือดทั่วร่างกาย

คุณก็จะเป็นผู้ที่มืดบอดทางปัญญา  มองทางแก้ปัญหาผิดพลาด

เนื่องจากขาดความแจ่มชัดในการมองเห็น

นานวันเข้า งูพิษที่คุณเลี้ยงเอาไว้ในใจก็จะทำร้ายคุณเองในที่สุด

·       ลองคิดดูสักนิด...!

·       ถ้ารู้สึกรังเกียจใครสักคน  คุณคิดปองร้ายเขา

จิตใจของคุณจะไม่สงบเพราะคิดแต่จะหาทางทำร้ายหรือตอบโต้เขา

และถ้าเขาคิดตอบโต้คุณกลับ  คุณทั้งคู่ก็เท่ากับเลี้ยงงูพิษไว้ในใจ

ต่างฝ่ายต่างก็ต้องระแวงระวังกันตลอดเวลา  คุณคิดว่าคุณมีความสุขไหม?

และสิ่งเหล่านี้ให้ประโยชน์อะไรกับตัวคุณบ้าง...?

·       แล้วถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายปราชัย

คุณคิดหรือว่าคุณจะมีความสุข

เพราะ...คุณเองก็ถูกงูพิษในใจของคุณเล่นงาน

โดยมันคายพิษร้ายมาสู่ตัวคุณมากแล้ว

ทำให้คุณเป็นคนไม่น่าคบ เจ้าคิดเจ้าแค้น

มองโลกในแง่ร้าย  ขี้ระแวง  มีพฤติกรรมไม่น่ารัก

ขาดความน่าเชื่อถือ  แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรเล่า

ที่คุณจะเลี้ยงงูพิษไว้ในใจคุณ

·       มนุษย์ทุกคนล้วนมีงูพิษในดวงใจ

แต่...มนุษย์ผู้รักตนเองอย่างแท้จริงแล้วไซร้

ย่อมสามารถต้านทางพิษแห่งชีวิต

สยบอสรพิษร้ายด้วยความเข้มแข็ง

เขาจึงสมเป็นมนุษย์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง

ปัญหาและความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในโลกก็เพียงเพราะ...

มนุษย์ซึ่งถือว่าตนเอง ประเสริฐและยิ่งใหญ่

ไม่สามารถต้านทางอิทธิพลของงูพิษร้ายที่...

ได้แสดงพลังของมันให้เป็นที่ประจักษ์ก็เท่านั้นเอง


Blog Entryหมางับเนื้อDec 21, '07 7:12 PM
for everyone

มีเรื่องเล่าว่า...

มีพระหลวงตาองค์หนึ่ง...

ชอบทำอะไรแปลกๆ...

วันหนึ่ง...ได้มีญาติโยมจากกรุงเทพฯ.เอากฐินไปทอดที่วัด...จัดงานกันใหญ่โต...มีหนัง...มีลิเก...

มีดนตรี...ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามั วดิน...ก่อนทอดกฐิน 
ผู้คนมารวมกันเต็มศาลา...

หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา...

บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง...แล้วเอาเชือกมาด้วย...หลวงพ่อจัดการ...เอาเนื้อ...ผูกติดกับหลังหมาผูกเสร็จ...ก็ปล่อยหมา...หมาเห็นเนื้ออยู่บนหลัง...ก็ไล่งับ...พอหัวโดดงับ...ตัวก็ขยับหนี...เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง...ยิ่งโดดงับเร็ว...ก้อนเนื้อก็หนีเร ็ว... โดดไม่หยุด...เนื้อก็หนีไม่หยุด...น่าสงสารหมามาก...หมาโดดอยู่นาน...งับเท่าไหร เนื้อก็ไม่เข้า ปากสักที...ผู้คนบนศาลา...พากันหัวเราะชอบใจ...หัวเราะเยาะหมา...ว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้...ไล่งับ..จะกินเนื้อ...

ที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทันตลอดชีวิต...

หลวงพ่อมองดูแล้ว...

ก็แก้เชือกออกมากหลังหมาแล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า...

มนุษย์เรา...มีความรู้สึกว่า...ตัวเองพร่อง...ตัวเองยังไม่เต็ม..ต้องเติมตลอดเวลา...เติมไม่หยุด...เพื่อให้ตัวเองเต็ม...เราอยากสวย...อยากทันสมัย...ไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด...

ทันสมัยที่สุดใส่...ดีใจได้เดือนเดียว ... มีรุ่นใหม่ ออกมาอีกแล้ว...สวยกว่า...ทันสมัยกว่า...
อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่...ซื้อเสร็จ3เดือน...

รุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว...
ซื้อคอมพิวเตอร์ทัน สมัยที่สุด...2
เดือนต่อมา...มีรุ่นใหม่กว่าออกมา...ของเราตกรุ่น
ซื้อรถเบนซ์...ทันสมัย ที่สุด...แพงมาก...
ขับได้ 6 เดือน...มีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้ว...
ทันสมัยกว่า...แพงกว่า...ของเรากลายเป็นเชย...
เราต้องก้มหน้าก้มตา...ทำงานทั้งวัน
ทั้งคืน...หาเงินมา...เพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย...
ซื้อเสื้อผ้าใหม่...มือถือใหม่...คอมพิวเตอร์ใหม่...รถยนต์คันใหม่..เหน็ดเหนื่อ ยแสนสาหัส... 
เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น...ปัจจุบัน...เรากำลังไล่งับความทันสมัย...เหมือนหมาทีไล่งับเนื้อบนหลังของมัน..
ทั้งที่รู้ว่า...ต่อให้ไล่งับทั้งชีวิต.ก็ไม่มีทางตามทัน...

น่าสงสารไหมโยม...

 

คนเต็มศาลา...เมื่อกี้หัวเราะครึกครื้น...ด่าว่า...หมามันโง่...ตอนนี้เงียบสนิท...เหมือนไม่มีคนอยู่


เนื่อจากช่วงนี้มีญาติธรรมของเราได้เข้ามาเยี่ยมเยือนและถามปัญหาธรรมะกันเป็นระยะซึ่งเป็นที่น่าอนุโมทนาดีใจที่หลายคนสนใจธรรมะมากขึ้น เมื่อศึกษาและปฏิบัติไปอาจพบปัญหาความสังสัย หรือไม่เข้าใจในข้ออรรถข้อธรรม หรือรู้แล้วอาจจะอยากใด้ความคิดเห็นอีกมุมมองหนึ่งจากอาศรมฯ ก็ขอยินดีและชืนชมกับผู้ที่สนใจถามใถ่ปัญหาธรรมกันเข้ามา  หากท่านใดมีความสงสัยในทางธรรมปฏิบัติ หรือทางพระพุทธศาสนา ขอให้ถามกันเข้ามาได้ ปัญหาธรรมะทุกปัญหา จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป อาศรมแห่งนี้มีคำตอบ...

 

ปุจฉา: kondeeclub wrote on Sep 3
ผมอยากขอความเห็นของพระคุณเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการภาวนานิดหน่อยนะครับ พระคุณเจ้าเห็นว่า การเจริญสติปัฏฐานล้วน โดยไม่สนใจสมถะเลย สามารถเข้าถึง โสตะปฏิยังคะธรรม กลายเป็นโสดาบันบุคคลได้หรือไม่ครับ เพราะผมชอบ สติปัฏฐาน แต่ก็รู้สึกว่า สมถะเองก็สำคัญทำให้จิตใจสบายดี แต่อยากหลุดพ้นโดยไม่ต้องนั่งสมาธิมากๆน่ะครับ อย่างเช่นการดูจิตตามแนว พระอาจารย์ปราโมทย์ หรือการเจริญฐานกายเพียงอย่างเดียว กราบขอบพระคุณครับ

วิสัชนา: chitasangvaro wrote on Sep 6

การเข้าถึงโสตะปฏิยังคะธรรม = ผู้เข้าสู่กระแสธรรรม
ท่านบอกว่าเข้าถึงได้ด้วยการละสังโยชน์ ๓ ใน ๑๐ คือ
๑.สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวตน ตัวเรา ของเรา
๒.วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัยไม่แน่ใจในพระรัตนตรัย
๓.สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นในศีลพรตอย่างงมงาย
การเจริญสติปัฏฐานล้วนก็สามารถเข้าถึงได้เช่นกันโดย
ขออ้างอิงพุทธพจน์ที่มาในมหาสติปัฏฐานสูตรที่ว่า
" หนทางนี้ป็นทางเดียว ที่จะทำให้สัตว์บริสุทธิ์ได้
ล่วงพ้นความโศก และความรำพันคร่ำครวญได้
ดับทุกข์และโทมนัสได้ บรรลุอนิยมรรคได้
เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพานได้ หนทางนี้คือ สติปัฏฐานสี่"
ถ้าชอบอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้นไปเถอะ
ถ้าปฏิบัติแล้วเกิดสติปัญญา กิเลสตัณหาลดลง
ชลอความรุนแรงของโลภ โกรธ หลงได้ก็OK
เพราะไม่มีการแนวทางใหนที่ดีที่สุด
มีแต่แนวทางไหนที่เหมาะกับจริตถูกกับใจของเรามากกว่า
อยากให้เข้าใจว่า สติกับสมาธิต้องไปคู่กันเสมอ
จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะอินทรีย์ ๕ เป็นสิ่งที่
นักปฏิบัติทุกคนต้องบ่มเพาะให้แก่กล้า ไม่ว่าจะเป็น
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาทั้ง ๕ นี้ต้องบาล๊านกัน
ถ้าอยากหลุดพ้นโดยไม่ต้องนั่งสมาธิมากๆ ก็ทำได้
แต่ต้องเจริญสติให้มากๆ มีสติตามรู้เท่าทันอารมณ์อยู่ทุกขณะ
เมื่อสติมีมากๆสมาธิ กับปัญญาก็ตามมา
การจะปฏิบัติแบบดูจิต ดูกาย ดูอะไรก็ตาม
ขอให้ดูแล้วเห็นเป็นใช้ได้
ดูเพื่อให้เห็นอะไร ดูกาย เวทนา จิต ธรรม ก็เพื่อให้เห็นทุกข์
เพราะถ้าไม่เห็นทุกข์ จะเห็นธรรมได้อย่างไร?
เมื่อเห็นธรรมแล้วจะมองสรรพสิ่งเป็นสุนทรีย์ มีชีวิตอยู่อย่างสุนทรีย์
เหมือนกับคนงานที่ทำงานเสร็จแล้ว นั่งผิวปากรอรับค่าจ้าง สบาย...
และสิ่งที่นักปฏิบัติจะทิ้งมิได้เลย คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมะ ๓ ประการนี้
จะต้องมีในหัวใจของเธอตลอด เหมือนหนึ่งเป็นอวัยที่ ๓๓...........
สามอย่างนี้คือมรรคอันประเสริฐที่จะนำเธอให้พ้นจากทุกข์ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปัญญา การรอบรู้ในกองสังขารที่ปรุงแต่ง
เป็นมายาบดบังสัจจะความจริงของสิ่งทั้งปวง ที่เกิด ดับๆๆ
ไม่คงทน ตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และย่อยสลายไปตามกาล
มองให้ทะลุมายาภาพแล้วจะเข้าถึงสัจจะความจริงตามความเป็นจริงได้
อย่างเท่าทัน ด้วยสายตาที่สงบเย็น สุนทรีย์
ที่ท่านเรียกว่า "รู้ตามจริง" เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ความทุกข์จะมีแต่ที่ไหน?
การปฏิบัติไม่ว่าจะปฏิบัติวิธีไหน หรืออย่างไร หากปฏิบัติถูกทาง
ก็มีผลอันเดียวกัน ถึงรอยเดียวกัน มีรสอย่างเดียวกัน
รสคือ วิมุติ ย่อมถึงความหลุดพ้นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่ก็ตาม
ส่วนเรื่องการตั้งความปรารถนาในการต้องการถึงภูมิธรรมชั้นนั้น ชั้นนี้ก็ดี
เป็นการตั้งอธิษฐานบารมี ทำให้จิตมีเป้าหมายในการที่จะดำเนินไปสู่จุดหมาย
แต่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติมี หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ที่สอนไว้ว่า
"การปฏิบัติ ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อความคลายกำหนัดยินดี
เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์ วิมาน หรือแม้พระนิพพาน
ก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยากเห็น"
หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านสอนเสมอว่า "อย่าปฏิบัติเพื่อจะเอาอะไร
อย่าปฏิบัติเพื่อจะได้อะไร อย่าเป็นพระพุทธเจ้า อย่าเป็นอรหันต์
อย่าเป็นพระอนาคามี อย่าเป็นพระสกิทาคามี อย่าเป็นพระโสดาบัน
อย่าเป็นอะไรเลย เป็นแล้วมันจะเป็นทุกข์ อย่าเป็นอะไรเลย สบาย
ความสบายอยู่ตรงที่เราไม่ต้องเป็นอะไร เราไม่ต้องเอาอะไร
ภาวนาจนไม่มีความรู้สึกว่า ได้กำไรหรือขาดทุนจากการปฏิบัติ
มีความรู้สึกราบรื่น สิ่งภายนอกขึ้นๆลงๆ แต่เราไม่ขึ้นๆลงๆ ตาม
เราอยู่ด้วยความวางเฉยของผู้รู้เท่าทัน อาการแห่งความสุขก็มีอยู่
อาการแห่งความทุกข์ก็มีอยู่ แต่มันอยู่ข้านอก มันไม่ได้เข้าไปถึงใจของเรา"
การปฏิบัตินั้นอย่าปฏิบัติด้วยความอยาก เช่นอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เห็นนั่นเห็นนี่
ถ้าอยากเป็นเร็วๆ มันก็ไม่เป็น หรือไม่อยากเลยก็เหมือนคนประมาท
จงทำใจให้เป็นกลางๆ ตั้งสติให้รู้อยู่ในปัจจุบันขณะอย่างสบายๆ
อย่าไปกำหนด อย่าไปคาดหวัง อย่าไปอยาก แต่ให้มีความพอใจ
ในการปฏิบัติ เรียกว่า ฉันทมูลกา มองให้เห็นค่าของการปฏิบัติ
ว่าปฏิบัติจริง ย่อมได้ผลจริง ถ้ามีความพอใจแล้ว เราจะมีความสุข
กับการปฏิบัติ และได้รับผลจากการปฏิบัติอย่างแน่นอน..............
ขออนุโมทนาและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมต่อไป
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปเทอญ สาธุ
ขออนุโมทนาและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมให้เจริญยิ่งขึ้นไป



๓ เดือนในช่วงเทศกาลเข้าพรรษานี้
คุณได้ตั้งสัจจะอธิษฐานอันเป็นการมอบของขวัญอะไรเป็นพิเศษให้กับตัวเองบ้าง?
   

ของขวัญวันเข้าพรรษา

                                       พระไพศาล   วิสาโล

วันเข้าพรรษาเวียนมาแต่ละปี ก็หมายความว่าจะมีวันหยุดหลายวัน แต่พอคิดถึงผู้คนที่แห่กันเดินทางออกนอกกรุงเทพฯ แล้ว ใจก็ฝ่อทันทีเผลอ ๆ พาลจะหมดอารมณ์ไปเที่ยวเสียดื้อ ๆ เดี๋ยวนี้เทศกาลเข้าพรรษา มีความหมายกับคนเมืองเพียงเท่านี้เอง จริงอยู่คนที่มีใจใฝ่กุศล อาจทำอะไรมากกว่านั้น เช่นเตรียมปัจจัยไทยทาน ไปทำบุญถวายพระ หรือเข้าวัดฟังเทศน์เสียหน่อย แต่เสร็จแล้วก็ต้องกลับไปสู่ชีวิตที่วุ่นวายตามเดิม ที่จริงถ้าเราไม่ตีกรอบวันเข้าพรรษาว่า เป็นเรื่องของพระและคนแก่วัดเท่านั้น เราอาจมองเห็นความหมายของวันเข้าพรรษาได้มากกว่าที่เข้าใจกัน แทนที่จะเห็นว่าเป็นเรื่องคร่ำครึหรือเร่อร่าล้าสมัย บางทีเราอาจเห็นสาระอันลึกซึ้งสำหรับชีวิตอันยุ่งเหยิงของเราก็ได้

สำหรับคนแต่ก่อน เมื่อเทศกาลเข้าพรรษามาถึง ก็หมายถึงเวลาของการเพลาธุระการงาน ขณะที่พระเณรเถรชียุติการจาริกรอนแรม หันมาบำเพ็ญภาวนา ฆราวาสก็ถือโอกาสนี้ ถือศีลกินเพลอย่างน้อยก็อาทิตย์ละวัน แม้แต่วัวควายก็ยังมีสิทธิพักผ่อนในวันพระ ส่วนเจ้าของก็เข้าวัดฟังธรรมและเจริญกรรมฐาน เทศกาลเข้าพรรษา จึงไม่ได้เป็นเพียงโอกาสที่จะได้พักผ่อนทางกายเท่านั้น หากยังเป็นช่วงแห่งการขัดเกลาตนเอง เพื่อเข้าถึงความสงบในทางจิตใจ

ชีวิตต้องการการพักผ่อนอย่างลึกซึ้ง กล่าวได้ว่านี้คือวิถีของธรรมชาติ สัตว์หลายชนิดจำศีลเมื่อฤดูหนาวมาถึง เช่นเดียวกับไม้นานาพรรณ ต่างหยุดการเจริญเติบโตชั่วคราว ก่อนที่จะแทงราก และแผ่กิ่งก้านสาขาอย่างสดชื่นเมื่อถึงฤดูฝน แม้โลกจะไม่เคยหยุดหมุน แต่วัฏจักรของฤดูกาลก็เปิดโอกาสให้ฟ้าดินและป่าเขาลำเนาธารทั้งปวง ได้สร่างซาจากภูมิอากาศอันกราดเกรี้ยวทารุณ

เราเองก็ปรารถนาการพักผ่อนเช่นกัน แน่ละ ธรรมชาติมอบกลางคืนเพื่อให้เราหลับนอน สำนักงานอนุญาตให้เราปลอดงานอย่างน้อยก็สัปดาห์ละวัน แต่ชีวิตเรายังต้องการอะไรที่มากไปกว่าการพักผ่อนทางกาย เป็นเพราะเรามีทั้งกายและใจ เราจึงต้องการการพักผ่อนทางใจด้วยคำถามก็คือเรามีเวลาให้กับจิตใจของตัวเองหรือไม่?

ทั้ง ๆ ที่คนแต่ก่อนมีเวลาอยู่ในโลกนี้น้อยกว่าเรามาก โดยเฉลี่ยมีอายุขัยเพียงแค่ ๕๐ปีก็ลาจากโลกนี้ไปแล้ว กระนั้น ก็ยังมีเวลาให้กับการแสวงหาความสุขสงบในจิตใจกันคนละไม่น้อย จริงอยู่วิถีชีวิตของคนสมัยนี้ต่างจากคนสมัยก่อนมาก กระนั้นเราต่างก็ปรารถนาจิตอันสงบสุขเช่นเดียวกันมิใช่หรือ

คนแต่ก่อนฝากชีวิตไว้กับฤดูกาล จึงเลือกเอาฤดูฝนเป็นช่วงเวลาสำหรับการฝึกจิตพักใจ คนสมัยใหม่มีชีวิตผูกติดกับนาฬิกาและปฏิทิน จึงไม่จำเป็นต้องถือเอาเทศกาลเข้าพรรษา เป็นกำหนดหมาย สำหรับการพักผ่อนจิตใจก็ได้ กระนั้นก็ตามวันเข้าพรรษาสมควรเป็นเครื่องเตือนใจเราว่า เรามีเวลาให้กับชีวิตจิตใจของตนเองบ้างไหม ความสงบแห่งจิตมิจำเป็นต้องได้มาด้วยการเข้าวัดเสมอไป แต่สิ่งนี้ก