ท่านว.วชิรเมธีกับความรู้เรื่องจตุคามรามเทพ : ถอดความจากรายการเจาะใจ
ที่มา :
http://video.mthai.com/player.php?id=6M1180759977M0และ
http://larndham.net/index.php?showtopic=26573&st=0สัญญา - มาถึงเรื่องสำคัญเรื่องที่กำลังเป็นกระแสขณะนี้ เรื่องของจตุคามรามเทพครับ พระอ.คงได้รับรู้เรื่องราวเหล่านี้มา พระอ.มีคำสอนอย่างไรบ้างครับ ชาวพุทธจะมองเรื่องนี้อย่างไรจึงจะเกิดประโยน์ครับ
ท่าน ว. - สำรวจก่อน ในเสื้อคุณต๊อดไม่มีนะ? (ยิ้ม)
ต๊อด - ไม่มีครับผม
ท่าน ว. - คุณดู๋ไม่มีนะ
สัญญา - ผมอาจจะซ่อนไว้ก็ได้ครับ (หัวเราะ)
ต๊อด - แต่ทีมงานเต็มเลยครับพระอ.ครับ (ยิ้ม)
สัญญา - ตากล้องมีทุกคนครับ
ท่าน ว. - (ยิ้ม) เดี๋ยวก่อนนะ อาตมาเดี๋ยวกลับวัดถูกนะ คือก่อนที่จะพูดเรื่องนี้ อาตมาต้องบอกก่อนว่า อาตมาไม่ได้แสดงความเห็นนะ อาตมากำลังจะให้ความรู้ เพราะฉะนั้นโปรดเข้าใจให้ตรงกัน ไม่ใช่ว่าฝั่งนั้นชอบ แล้วฝั่งนั้นไม่ชอบ
สัญญา - ไม่ใช่เรื่องของฝั่ง
ท่าน ว. - อาตมาไม่ได้พูดว่า ฝั่งนั้นชอบ ฝั่งนี้ไม่ชอบ อาตมาเข้าข้างฝั่งที่ไม่ชอบหรือเชียร์ฝั่งที่ชอบ ไม่ใช่! อาตมาไม่พูดถึงความรู้สึกและจะไม่ให้ความเห็นในเรื่องจตุคาม แต่อาตมาอยากจะให้ความรู้ ฉะนั้นอย่าเอาอาตมาไปเป็นฝักเป็นฝ่าย อาตมาไม่ใช่พวกปฏิกิริยานะ ไม่ใช่ Reaction (การโต้ตอบ) แต่อาตมาเป็นพวก Response (ตอบสนอง) คือเข้าอกเข้าใจแล้วมาพูดกันด้วยเหตุด้วยผลจริงๆ ว่าไปยังไงมายังไงสังคมไทยจึง......อาตมาเรียกว่าคนไทยตอนนี้กำลังเป็นโรคกระดูกทับเส้นประสาท
สัญญา/ต๊อด - ยังไงครับ? หมายความว่า?
ท่าน ว. - จตุคามมันหนัก (ยิ้ม)
สัญญา - อ๋อ (หัวเราะ) แต่ผมไปถามคนที่ห้อยเขาบอกไม่หนักครับ
ท่าน ว. - คือถ้าเรามีศรัทธานะ แบกโลกไว้ทั้งใบก็ไม่หนัก แบกพรรคไว้ทั้งพรรคก็ไม่หนัก แต่คำถามคือ เราใช้ศรัทธาถูกต้องไหม?
เพราะฉะนั้นวันนี้เรามีเรื่องจะต้องคุย ก่อนอื่นขอประกาศจุดยืนให้ชัดว่า อาตมาภาพไม่ได้เชียร์แล้วก็ไม่ได้ซ้ำ อาตมาอยากจะพูดว่า ในเรื่องจตุคามเนี่ย เรามามองกันในฐานะนักวิชาการว่า เป็นไปยังไงเป็นมายังไงมันถึงมาอยู่ตรงนี้? อาตมาวิเคราะห์แล้วเขียนทฤษฎีของจตุคามรามเทพเอาไว้
สัญญา - ท่านเขียนไว้ในหนังสือเหรอครับ?
ท่าน ว. - เขียนไว้ในหนังสือ อาตมาบอกว่าปรากฏการณ์จตุคามรามเทพฟีเวอร์นี่เกิดจากวิกฤติการเมืองนะ การเมืองวิกฤติ...เศรษฐกิจชะลอตัว...กลัวระเบิดผู้ก่อการร้าย...กลายเป็นจตุคามรามเทพฟีเวอร์
สัญญา -ถามว่าจริงไหม จริงครับ
ท่าน ว. - อันนี้เป็นการวิเคราะห์แบบหยาบๆ ยังไม่ได้เอาอะไรอริยสัจ 4 มาวิเคราะห์ ถ้าวิเคราะห์อริยสัจ 4 อาตมาเขียนอีกสมการหนึ่ง จตุคามรามเทพฟีเวอร์เกิดขึ้นจาก 1. บริโภคนิยม 2. อวิชชา 3. เกจิอาจารย์ 4. marketing การตลาด 5. สื่อมวลชน องค์ประกอบทั้งห้านี้มารวมกันจึงก่อให้เกิดกระแสจตุคามรามเทพฟีเวอร์ เพราะฉะนั้นกระแสจตุคามรามเทพฟีเวอร์นี้ ไม่ใช่กระแสของการเรียกร้องต้องการที่พึ่งในภาวะปกติ แต่เป็นกระแสเรียกร้องต้องการที่พึ่งซึ่งเป็นสัญญะ หรือเป็นสัญญาณสะท้อนว่าสังคมไทยกำลังขาดอะไรมโหฬารเลย เวลาเราเห็นคนแขวนจตุคาม เราอย่าไปซ้ำ อย่าไปว่าเขา อย่าไปว่าอย่างนั้น
สัญญา - เราอย่าไปขอด้วย
ท่าน ว. -เจริญพร มองลึกๆ สิ
สัญญา - สงสารเขา เจอใครขอกันไปขอกันมา
ท่าน ว. - เจริญพร อาตมาไปต่างประเทศมาลงสุวรรณภูมิ วิ่งเข้ามาขอเลย เดชะบุญว่าไม่มีมาด้วย (ยิ้ม) ดังนั้นเวลาเราเห็นคนแขวนจตุคาม คุณอย่าไปมองเห็นแค่จตุคามรามเทพซึ่งเป็นของจริง คุณวิเคราะห์ลึกเข้าไปเห็นความจริงที่อยู่เบื้องหลังของจริงได้ไหม? ถ้าเราวิเคราะห์ให้ลึกเข้าไปจนกระทั่งเห็นความจริงที่อยู่หลังของจริงนะ เราฉลาดแล้ว เราไม่จำเป็นต้องไปตำหนิคนแขวนจตุคามรามเทพ แขวนกันเลยเต็มบ้านเต็มเมือง นั้นคือวัตถุสำหรับศึกษาสำหรับเรียนรู้ เราเติบโตได้ เราเรียนรู้ได้ จากการที่เราเห็นความวิปราศคลาดเคลื่อนต่างๆ ของผู้คนร่วมสังคม ถ้าเราใช้ปัญญา เราไม่มีช่องให้ด่าใครเลย เราจะเห็นแต่ว่า โอ..นี่ เราสามารถเปลี่ยนวิกฤตเป็นปัญญาได้ทั้งหมด
อย่างที่อาตมาเขียนเป็นทฤษฎีนะ บริโภคนิยมคืออะไร ก็คือลัทธิหรือระบบความเชื่อที่ว่า "ถ้าเรามีความมั่งคั่งพรั่งพร้อมในทางวัตถุมากที่สุด นั่นคือคำตอบของชีวิต" ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราถูกอัดด้วยบริโภคนิยม เชื่อว่าถ้าเรารวย ถ้าเรามั่งคั่ง ถ้าเราพรั่งพร้อมที่สุดนี่ นั่นคือประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว คนไทยวิ่งเข้าหาความมั่งคั่งร่ำรวยมหาศาล
สัญญา - รวยเป็นคำตอบของทุกอย่างของชีวิต
ท่าน ว. - ทุกอย่างเลย ทุกอย่างเลย
ต๊อด - ตัวเลขกลายเป็นเครื่องตัดสินว่าคนจะมีหรือคนจะจน (ท่าน ว. - ถูกต้อง)
สัญญา - จึงมีรุ่นรวยต่างๆ มาตลอด
ท่าน ว. - เจริญพร รุ่นต่างๆ ถูกออกแบบมา... (สัญญา - จะมีคำว่ารวยอยู่ในนั้นนะ) ถูกออกแบบมาเพื่อสนองบริโภคนิยม บริโภคนิยมนำไปเชื่อมโยงกับคำว่ารวย รุ่นรวยไม่รู้จบ รุ่นรวยไม่มีเหตุผล รุ่นพ่อให้ลูกรวยไม่มีที่สิ้นสุด อันนี้สะท้อนบริโภคนิยมชัดเจน
ทีนี้พอบริโภคนิยมครอบลงมาบนสังคมไทยเต็มรูปแบบ แต่อยู่ๆ มาวันหนึ่งนะ รถของบริโภคนิยมเกิดอุบัติเหตุโครม สะดุดเลย ผู้นำแนวคิดบริโภคนิยมนี้ไม่อยู่แล้ว คนไทยเลยอารมณ์ค้างมากเลย อยากรวยแล้วไม่ได้รวย มองหาทางลัดว่าใครจะมาทำให้รวย บังเอิญจตุคามรามเทพก็มีอยู่แล้ว มีปรัชญาเดียวกับกับลัทธิบริโภคนิยม คือ มีแล้วรวย คนก็วิ่งไปหาอัศวิน คือจตุคามรวมเทพ ใช่ไหม?
ดังนั้นมีบริโภคนิยมแล้วก็เข้าไปสู่เหตุปัจจัยประการที่ 2 คืออะไร? คืออวิชชา สังคมไทยขาดความรู้มาก พระสงฆ์ก็ขาดความรู้ ชาวบ้านก็ขาดความรู้ ผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมืองก็ขาดความรู้ ในฐานะพระ อาตมาขอพูดอย่างตรงไปตรงมาอย่างนี้แหล่ะ คือพอเราขาดความรู้ปุ๊บ เราก็ไม่รู้เลยว่าอะไรคือสรณะที่พึ่งของเรา
ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ ถ้าคุณยังบอกตัวเองว่าคุณเป็นชาวพุทธ สรณะของคุณคือพระพุทธ คือพระธรรม คือพระสงฆ์ ใช่ไหม
สัญญา - พุทธัง สรณัง คัจฉามิ
ท่าน ว. -ถูกต้อง อันนี้คือหลักการแห่งความรู้ ไม่ใช่อาตมามาดูถูกใครนะ นี่คือความรู้แท้ๆ แต่พอเราไม่รู้อย่างนี้ปุ๊บ เราเที่ยวไปหยิบจับเอาอะไรก็ไม่รู้มาเป็นสรณะเยอะแยะมากมาย จตุคามรามเทพเป็นส่วนหนึ่งของสรณะซึ่งเรานำเข้า และบางครั้งก็เป็นสรณะที่เราผลิตกันเองภายในประเทศด้วย นี่คือศักยภาพพิเศษของสังคมไทย (ยิ้ม) นำเข้าที่พึ่งจากต่างประเทศก็ได้ ถ้าที่พึ่งจากต่างประเทศ out trend (ล้าสมัย)แล้ว สร้างขึ้นมาเองก็ได้ ให้ in trend (ทันสมัย)ใหม่ ใช่ไหม? อันนี้คืออวิชชา เราไม่รู้เลยว่าอะไรเป็นอะไร สรณะของเราคืออะไร ? ที่พึ่งที่แท้จริงของเราคืออะไร? เราลืมกันไปแล้ว นี่คืออวิชชา
ประเด็นต่อมาคือ เกจิอาจารย์ เราอย่าไปตำหนิท่านว่าท่านทำอะไรเนี่ย ดูสิ..ใช่กิจของสงฆ์หรือเปล่า อย่าไปตำหนิท่าน เราต้องเคารพท่านในฐานะที่ท่านเป็นพระสงฆ์ แต่ทำไมเกจิอาจารย์เนี่ยจึงช่วยกันทำจตุคามรามเทพ จนดูเสมือนหนึ่งว่านั่นเป็นงานเผยแผ่พระพุทธศาสนา ปลุกเสกแทบล้มประดาตาย เหงื่ออกเม็ดเท่ามะแว้งมะเขือนะ แล้วถามว่านั่นเป็นความเหนื่อยที่มีผลต่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนาหรือไม่?
ตอบอย่างตรงไปตรงมาตามทัศนะของพระพุทธศาสนา อาตมาตอบเลยว่านั่นไม่ใช่การเผยแผ่พระพุทธศาสนา แต่นั่นคือการ discredit (เสื่อมเสียชื่อเสียง)พระพุทธเจ้า นั่นคือการพาพระพุทธศาสนาออกไปจากจิต จากใจของคนไทย มีปัญญาชนจำนวนมาก มีวัยรุ่นมหาศาลที่เขาได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี เขาเห็นภาพพระเกจิอาจารย์ไปปลุกเสกแล้วเขาบอกว่า ฟังแล้วดูแล้วไม่ make sense (มีเหตุผล) คำนี้เป็นคำที่วัยรุ่นรุ่นใหม่เขาใช้ทั่วไป ไม่ make sense ก็หมายความว่า "มันอธิบายด้วยเหตุด้วยผลไม่ได้"
ถ้าพระเกจิอาจารย์ยังมีพฤติกรรมอย่างนี้อยู่นะ ถ้าหนูไม่นับถือท่าน อย่าว่าหนูนะ เพราะเด็กเหล่านี้เขาได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี ใช่ไหม เขาสามารถอธิบายด้วยเหตุด้วยผล เขารู้แล้วว่าในโลกนี้มีแรงกี่แรงนะ
สัญญา - แล้วจะเถียงเขาก็เถียงไม่ถูกด้วยนะเพราะเขาพูดถูก
ท่าน ว. - เขามีสิทธิที่จะใช้วิจารณญาณแล้วถ้าเขาใช้วิจารณญาณ แล้วต่อไปเขาปฏิเสธศาสนาจากการที่ท่านเผยแผ่ศาสนา เพราะไม่มีระบบเหตุผลมารองรับ อย่าไปว่าคนรุ่นใหม่
อันนั้นถามว่าเป็นความผิดของพระเกจิอาจารย์หรือไม่? ไม่ใช่ เราต้องไปมองว่า ก่อนพระเกจิอาจารย์มาเป็นพระเกจิอาจารย์ ท่านเป็นใคร? ท่านเป็นชาวบ้าน เป็นคนของรัฐฐะ ถ้ารัฐฐะไม่สามารถบริหารจัดการให้ประชาชนคนไทยได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง ท่านเป็นผู้ที่ด้อยการศึกษา เข้ามาบวชในพุทธศาสนา ถ้าองค์กรสงฆ์ไม่สามารถจัดการศึกษาให้ท่านได้เรียนรู้ธรรมะที่ถูกต้อง ท่านกลายเป็นพระที่ด้อยการศึกษา เป็นความผิดของใคร?
ถ้ารัฐไม่สามารถบริการทางการศึกษาให้ประชาชนของตัวเองให้มีการศึกษาได้ เป็นความผิดของรัฐฐะ
ถ้าสถาบันสงฆ์ไม่สามารถแนะนำพร่ำสอนให้คนของตัวเองมีการศึกษา ไม่รู้ว่าพระธรรมวินัยคืออะไร เป็นความผิดของสถาบันสงฆ์ พระเกจิอาจารย์เสมอเป็นเหยื่อของการศึกษาที่ง่อยเปลี้ยเสียขาของสังคมไทย
พระสงฆ์นี่ลำบากมาก คือคนทั้งแผ่นดินยอมให้หมดเลย ผู้ที่สูงที่สุดในแผ่นดินคือสถาบันกษัตริย์ พูดง่ายๆ ว่าในหลวง กราบพระสงฆ์ นายกรัฐมนตรีกราบพระสงฆ์ นักการเมืองกราบพระสงฆ์ นักธุรกิจกราบพระสงฆ์ ซุปเปอร์สตาร์กราบพระสงฆ์ คุณดู๋/คุณต๊อดกราบพระสงฆ์ เด็กเยาวชนคนรุ่นใหม่/โสเภณีกราบพระสงฆ์ ชาวไร่ชาวนากราบพระสงฆ์ ทุกชนชั้นในสังคมไทยยอมรับให้พระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ โดยไม่ถามถึงเงื่อนไข พระทุกรูปเมื่อบวชปุ๊บมีสถานะภาพพิเศษ คือเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ
คำถามก็คือ ถ้าผู้นำทางจิตวิญญาณด้อยการศึกษา ซึ่งเป็นผลมาจากระบบการศึกษาที่บกพร่อง ไม่ใช่ความผิดของท่าน!
สัญญา - เพราะท่านไม่รู้
ท่าน ว. - เพราะท่านไม่รู้!
ต๊อด - กลายเป็นความผิดของระบบ
ท่าน ว. - เป็นความผิดของระบบ เป็นความผิดของเหตุปัจจัย ทีนี้เราปล่อยให้คนด้อยการศึกษาเนี่ย มาเป็นผู้นำประเทศไทย เห็นอนาคตสังคมไทยไหม?
สัญญา - เห็นชัดเจน
ท่าน ว.- เห็นชัดเจนไหมว่าเราจะไปทางไหน เพราะฉะนั้นเราอย่าไปตำหนิพระเกจิอาจารย์ ท่านเสมอเป็นผลพวงของระบบบริหารการจัดการทางด้านการศึกษาของรัฐฐะและคณะสงฆ์ที่ยังไม่เข้มแข็ง
จากคณะสงฆ์ก็ยังมีอะไรอีก ประเด็นต่อมาก็คือ marketing คือการตลาดมองเห็นช่องว่างตรงนี้ ก็เลยเอาการวางยุทธศาสตร์มา เข้ามาช่วยวางยุทธศาสตร์ ทำโฆษณา ทำกิมมิก ของเล่นขายอะไรเยอะแยะ ส่งเสริมการตลาดสารพัดเลย ซึ่งอาตมาภาพดูเหตุการณ์แล้วอาตมาก็รู้เลยว่า การตลาดกำลังทำในสิ่งซึ่งขัดแย้งกับจริยธรรมของตัวเองแล้ว
คุณไม่ได้แค่ขายของแล้วนาทีนี้ คุณกำลังแถมอย่างหนึ่งให้คนไทย กำลังมอมเมาประชาชนด้วย นักการตลาดทั้งหลายต้องถามตัวเองแล้วนะ คุณได้เงินแต่สังคมไทยเนี่ย....ได้อะไรขึ้นมาบ้าง? คุณได้เงินมหาศาลเลย แต่ว่ามองดูเพื่อนร่วมสังคมของคุณสิ ง่อยเปลี้ยเสียขากันหมดแล้วทางสติปัญญา คุณอยากจะอยู่ในสังคมอย่างนี้ต่อไปไหม? คุณเก่งคนเดียวในประเทศ ไม่มีประชาชนมาเป็นเพื่อนหรือให้ปกครอง คุณเป็นผู้นำได้ไหม? ไม่ได้
เพราะฉะนั้นนี่คือปัญหาของการตลาด อาตมาอยากจะบอกว่า การตลาดไม่ใช่ไม่ดี การตลาดไม่ดีไม่ชั่วในตัวเอง เหมือนธนบัตร ไม่ดีไม่ชั่วในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่าธนบัตรนั้นอยู่ในมือใคร การตลาดเช่นเดียวกัน ไม่ดีไม่ชั่วในตัวเอง ขึ้นอยู่กับว่ารับใช้อะไร ท่านพุทธทาสก็ใช้การตลาด หนังสือชุดใหญ่ของท่าน ท่านตั้งชื่อว่า "ธรรมโฆษ" คือคำว่า ธรรมะโฆษณานั่นเอง ท่านพุทธทาสยังใช้การตลาด ดังนั้นถ้าเราใช้การตลาดให้เป็น สังคมได้ประโยชน์มหาศาล
อาตมาคิดอย่างนี้ว่า ถ้าคนไทยซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ ถ้าพระสงฆ์ไทยจำนวนมากเอาศักยภาพทางการตลาดที่เราเอามาทุ่มให้กับการโฆษณาจตุคามทุกวันนี้นะ เงินสองหมื่นสองพันกว่าล้านนี่นะ เอาศักยภาพทางการตลาดที่คนช่วยกันบูมจตุคามนี้ มาบูมพระพุทธศาสนาเนื้อแท้
สัญญา - โอ้โห!
ท่าน ว. - สังคมไทยจะเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาโลก เพราะมันพิสูจน์แล้วว่าการตลาดมีพลัง แล้วอีกประเด็นหนึ่งก็คือ สื่อมวลชน การตลาดเนี่ยเก่งก็จริงแต่ทำไรไม่ได้มาก ถ้าไม่มีมือไม้คือสื่อมวลชน สื่อมวลชนหมายถึงสื่อทุกรูปแบบเลย ไม่ใช่เฉพาะหนังสือพิมพ์ แต่หมายความว่าช่องทางในการสื่อสารทุกรูปแบบนั้นคือสื่อมวลชนทั้งหมด สังคมไทยมีสื่อมวลชนไม่น้อยไปกว่าอเมริกา ไม่น้อยไปกว่าอังกฤษ ไม่น้อยไปกว่าฝรั่งเศส เขามีอะไรเรามีทุกอย่าง แต่คำถามคือ สื่อมวลชนทำอะไรในปรากฏการณ์จตุคามรามเทพ?
อาตมาอยากจะบอก ณ เวลานี้ สื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย ซึ่งไม่ได้หมายความทั้งหมดนะ อาตมาใช้คำว่า "ไม่น้อย" นะ ต้องแยกให้ชัดๆนะ สื่อมวลชนจำนวนไม่น้อย ทุกวันนี้หลงลืม "อาชีวะปฏิญาณ" คำว่า "อาชีวะปฏิญาณ" เป็นคำสำคัญมากของสื่อมวลชนไทย คือคำว่าจรรยาบรรณของวิชาชีพ สื่อมวลชนที่ดีต้องเป็นปัญญาชนด้วย คุณต้องรู้ว่าอะไรควรสื่อ หรืออะไรไม่ควรสื่อไปถึงประชาชน ถ้าเราเอาสิ่งที่ไม่ควรสื่อไปสื่อถึงประชาชน จากสื่อมวลชน กลายเป็นสื่อมอมชน
เห็นไหม เพราะฉะนั้นนี่คือ ก่อให้เกิดกระแสจตุคามรามเทพฟีเวอร์เนี่ย อาตมาถึงบอกไงว่า มันไม่ใช่การเรียกร้องต้องการที่พึ่งในภาวะปกติ แท้ที่จริงสังคมไทยไม่ได้ขาดที่พึ่ง สิ่งที่เราขาดจริงๆ คือ ขาดสภาพคล่องทางการเงิน! เท่านั้นเอง จตุคามรามเทพเอง ถ้าท่านรู้ท่านคงเสียใจนะ ท่านเองก็ตกเป็นเหยื่อ
(ทุกคนหัวเราะ)
ท่านเป็นเหยื่อของบริโภคนิยม ท่านเป็นเหยื่อของนักการตลาด
สัญญา - พระอ. มีคนพูดถึงพื้นฐานบางอย่างว่า พุทธศาสนาสอนให้พึ่งตนเอง แต่สิ่งอภินิหารนี่เราพึ่งคนอื่น มันเหมือนกับว่าสบายกว่า จึงถูกสร้างให้เกิดขึ้นง่ายกว่า จึงถูกนิยมนับถือได้ง่ายกว่าหรือไม่ เพราะว่าพึ่งตนเอง ผมคิดว่าผมอับจนปัญญา อับจนโอกาส อับจนความรู้ อับจนเงินทอง ผมจึงต้องพึ่งผู้อื่น แต่พุทธศาสนาบอกให้ผมพึ่งตนเอง ผมเลยนับถืออันนู้นง่ายกว่า แล้วถ้าฟลุค อธิษฐานครั้งนึง แล้วได้อะไรซักอย่าง คราวนี้ยาวเลย เป็นอย่างนั้นไหมครับ
ท่าน ว. - ก็มีความเป็นไปได้ ก็โยงไปหาเรื่องแรกที่อาตมาพูดว่า ประเทศชาติบ้านเมืองใดก็ตาม ถ้าระบบการศึกษาไม่เข้มแข็ง คนจะเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นไม่ใช่ความผิดของคนไทย ไม่ใช่ความผิดของคนที่นับถือจตุคามรามเทพ ถ้าเรามองย้อนไปตามเหตุตามปัจจัย เราก็จะเห็นชัดว่า เอาเข้าจริงไม่ใช่คนแขวนจตุคามรามเทพเท่านั้นตกเป็นเหยื่อของบริโภคนิยม สังคมไทยทั้งระบบ..ตกเป็นเหยื่อเหมือนกันเลย!
เราก็ตกเป็นเหยื่อด้วย อาตมาก็ตกเป็นเหยื่อด้วย เราถูกพ่วงเข้าไปในกระแสหมด ถ้าเราไม่รู้สึกตัวเนี่ย เราไม่มีใครมองใคร เพราะฉะนั้นอาตมาจึงบอกว่า นอกจากสังคมไทยเนี่ยขาดสภาพคล่องทางการเงิน แล้วก็หันไปพึ่งจตุคามรามเทพ แล้วก็บอกท่านว่าอยากพึ่งท่าน จริงๆ นะถือว่าท่านเป็นทางผ่านไปสู่เงินอีกทีนึง อาตมาถึงบอกไงว่าองค์จตุคามรามเทพก็ถูกหลอกด้วย!
เขาไม่ได้นับถือท่านในสรณะที่พึ่งทางใจ แต่นับถือในฐานะเป็นแพลตตินั่มแห่งโอกาส ที่จะเดินไปสู่ความร่ำรวยเท่านั้น
ต๊อด - เหมือนอภินิหารที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตของแต่ละคน
ท่าน ว. - เจริญพร นอกจากจะขาดสรณะที่พึ่งแล้ว หรือขาดสภาพคล่องทางการเงินแล้ว สังคมไทยขาดอะไรอีก? ในฐานะของนักวิชาการ อาตมาอยากจะวิเคราะห์ว่าสังคมไทยขาดความรู้ ขาดความรู้สึก ขาดจิตสำนึกสาธารณะ ขาดปัญญาที่เป็นกลาง ใช่ไหม เมื่อกี้คุณสัญญาถามอาตมาว่า เอ๊ะ! ก็เราเป็นศาสนาของการพึ่งตัวเองเนี่ย แล้วทำไมตอนนี้เราไปพึ่งคนอื่นหมดเลย อาตมาอยากจะบอกว่า นิสัยการพึ่งเทพเนี่ยมันไม่ได้เกิดขึ้นตอนจตุคามรามเทพมา สังคมไทยเป็นสังคมกบเลือกนายมาโดยตลอด เราอยากจะได้นายกคนนั้น อยากจะได้นายกคนนี้ อยากจะได้อัศวินมาโดยตลอดใช่ไหม
สัญญา - เขาว่ามีมาก่อนพุทธศาสนาอีกนะนิสัยการพึ่งคนอื่นเนี่ย
ท่าน ว. - เจริญพร นี่คือสภาพจิตใจของมนุษยชาติทั่วโลกเลย ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากจะดูสภาพของสังคมไทยว่า วุฒิภาวะทางปัญญาของสังคมไทยอยู่ขนาดไหน ให้ดูสภาพสังคม คือสังคมไหนก็ตามที่มีเทพมากๆ สังคมนั้นมีภูมิปัญญาอยู่ในระดับยุคก่อนประวัติศาสตร์
สัญญา - ครับ สมัยไหว้ต้นไม้ ไหว้ก้อนหิน
ท่าน ว. - เจริญพร สังคมไหนมีเทพน้อยๆ เนี่ย สังคมนั้นเข้าสู่ยุควิทยาศาสตร์ สังคมไหนไม่มีเทพเลย มีแต่การพึ่งตนเองเพราะเชื่อมั่นในศักยภาพทางสติปัญญาของมนุษย์นั้น เป็นสังคมของพระพุทธศาสนาที่แท้ ดังนั้นตอนนี้เรามองสังคมไทยออกใช่ไหมว่า วิวัฒนาการทางปัญญาอยู่ขั้นไหน นี่คือขาดความรู้นะ
สัญญา - ครับผม เดี๋ยวขอพระอ.นิดเดียวครับ เดี๋ยวกลับมาสรุป ด้วยข้อจำกัดของเวลานะครับ จะเสียดายมากหากคุณผู้ชมไม่ได้ติดตามรายการในคืนนี้ ช่วงหน้าเดี๋ยวกลับมาครับ
------------------------------------------------------------------------
ต๊อด - กลับมาช่วงสุดท้ายของรายการเจาะใจในวันนี้ครับ เรายังคงพูดคุยกับพระอ.เกี่ยวกับเรื่องจตุคามรามเทพ
สัญญา - ด้วยเวลาที่เราตรวจสอบมานะครับ เราเหลือเวลาอีก 7 นาทีครับ กราบเรียนถามพระอ.เป็นคำถามสุดท้าย เกี่ยวกับจตุคามก็คือ มีคนบอกว่า 1.สร้างกระแสเศรษฐกิจที่ดี เงินสะพัดสองหมื่นกว่าล้าน 2.คือท่านก็เป็นเทวดา บางข่าวบอกว่าท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์ งั้นเราก็ไหว้ได้ ท่านก็คุ้มครอง ท่านก็ดูแลได้ อย่างงั้น ยังไงครับ
ท่าน ว. - เอาเรื่องแรกก่อน คือกระแสจตุคามรามเทพฟีเวอร์นะ ทำให้ประเทศไทยเกิดสภาพคล่องทางการเงินมหาศาลสองหมื่นกว่าล้าน แต่คำถามก็คือว่า ถ้าวันหนึ่งกระแสนี้ลงละ เราจะเอาอะไรมาเป็นที่พึ่ง ถ้าเราฝากเศรษฐกิจของประเทศชาติบ้านเมืองไว้กับเทพ กับคุณวิเศษเวทย์ไสยซึ่งจะแสดงปาฏิหาริย์เมื่อไรเราก็ไม่รู้ อาตมาถามว่า แล้วเราเนี่ยไม่มีหลักประกันอะไรเลย แล้วเราบริหารประเทศชาติบ้านเมืองกันยังไง คุณไม่ใช้แล้วหรือความรู้ที่เรียนมา
ต๊อด - อ้าว แต่ถ้าเกิดเขาบอกว่าการสร้างจตุคามก็ทำมาซึ่งรายได้ แล้วรายได้ส่วนหนึ่งก็นำไปสร้างโรงเรียน ไปพัฒนาการศึกษา ก็กลายเป็นความรู้....
ท่าน ว. - ....เป็นสิ่งที่ดี ต้องบอกไว้ก่อนว่าอาตมาไม่ได้แอนตี้หรือต่อต้านจตุคาม อาตมากำลังพูดถึงหลักการ ความรู้ ครั้งหนึ่งมีพระรูปหนึ่งเนี่ยเป็นช่างตัดผมเก่ามาบวช พอรู้ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมา ท่านออกไปรับจ้างตัดผมได้เงินได้ทองมามากมาย ไปซื้อกับข้าวอาหารอย่างดี ปรุงอย่างอร่อยเลยนะ เพราะเป็นพ่อครัวเก่าด้วย ไปถวายพุทธเจ้า พุทธเจ้าถามว่า "เธอได้อาหารมายังไง" พระรูปนั้นก็กราบบังคมทูลว่า "กระหม่อมไปรับจ้างตัดผม" พุทธเจ้าก็ถามว่า "ทั้งๆ ที่เป็นพระใช่ไหม" ก็ยอมรับว่าทั้งๆ ที่เป็นพระ ขอรับเป็นความจริง พุทธเจ้าบอกว่า "เอาอาหารของเธอไปเก็บ สิ่งที่เธอทำมาให้ฉัน ถึงแม้จะเป็นอาหารที่ประณีตที่สุด แต่ถ้ามาด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม ฉันไม่รับ"
พิธรกร - อืมมมมมมมม
ท่าน ว. - นี่คือหลักการของพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจตุคามรามเทพจะทำเงินทำทองให้สังคมไทยขนาดไหนก็ตาม แต่ถ้ามันเกิดขึ้นโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง พระพุทธศาสนาไม่เห็นด้วย อาตมาไม่ได้บอกว่าอาตมาไม่เห็นด้วยนะ อาตมาบอกว่าพระพุทธศาสนาไม่เห็นด้วย ต่อไปถ้าเรายอมรับมาตรฐานอย่างนี้ได้ ต่อไปคุณไปฆ่าคนสิ แล้วได้เงินไป 10 ล้านไปสร้างโบสถ์ 5 ล้านนะแล้วคุณก็เดินสง่าผ่าเผยเลย ผมทำประโยชน์นะครับท่าน! เราจะยอมรับมาตรฐานอย่างนี้ไหม?
ถ้าเราทำอย่างนี้ปุ๊บ เราก็เข้าไปปรัชญาเดิมที่มีคนพูดเอาไว้ว่า "แมวไม่ว่าจะสีอะไรก็ตาม ถ้าจับหนูเป็นก็ใช้ได้" อันนี้หมายความว่าทำยังก็ตามให้เรามุ่งเข้าสู่ความร่ำรวย โดยที่ไม่ต้องคำนึงถึงวิธีการ ซึ่งประเทศไทยล้มเหลวเพราะคำพูดแบบนี้ใช่ไหม? เรายังจะกลับไปใช้คำพูดแบบนี้ หรือระบบความคิด ระบบความเชื่อแบบนี้กันอีกไหม? เพราะฉะนั้นที่เราล้มก็เพราะว่าอะไร เราใช้ทฤษฎีแมวจับหนูนั่นแหล่ะ สีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้
สัญญา - ผู้นำจีนพูดไว้
ท่าน ว. - ผู้นำจีนพูดเอาไว้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นแนวคิดนี้ก็เป็นแนวคิดเดียวกัน เราล้มมาแล้วเพราะแนวคิดอย่างนี้ คุณยังใช้แนวคิดอย่างนี้บริหารประเทศชาติบ้านเมือง แล้วให้เป็นกระแสหลักของสังคมต่อไปอีกไหม? อาตมาไม่ไม่ตอบนะ คนไทยช่วยกันตอบ
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเทพ มีคนถามมากว่า เอ๊ะ..จตุคามรามเทพท่านก็เป็นพระโพธิสัตว์ เราก็ไหว้พระโพธิสัตว์ได้นะ อาตมาอยากจะพูดอย่างนี้ว่า โบราณอาจารย์ท่านฉลาดมาก ท่านสร้างพระบรมธาตุขึ้นมาแล้วสร้างเทพอยู่ที่ฐานหรือเชิงบันไดขึ้นพระธาตุ อันนี้คือท่านเข้าใจว่าเทพถึงยังไงต้องรับใช้ธรรม เทพต้องรับใช้ธรรม ไม่ใช่ไปดึงคนจากธรรมมาสยบเทพ
พระพุทธเจ้าใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อดึงมนุษย์จากเทพกลับมาสู่ธรรม ตอนนี้สังคมไทยทั้งระบบกำลังใช้เวลาทั้งหมดดึงคนจากธรรมกลับไปสยบเทพอีกแล้ว
สัญญา- จริงๆ เทพรับใช้ธรรม
ท่าน ว. - เทพต้องรับใช้ธรรม ทำไมเป็นอย่างนั้น เพราะอะไร เพราะพระโพธิสัตว์เนี่ย พระโพธิสัตว์คือใคร ก็คือบุคคลที่อยู่ในช่วงของการบำเพ็ญบารมี เพื่อที่จะบรรลุพุทธิภาวะเป็นพระพุทธเจ้า เอาเข้าจริงพระโพธสัตว์ก็เปรียบเสมือนกับนักศึกษาที่มาลงทะเบียนเรียนวิชาความเป็นพระพุทธเจ้า ท่านยังเรียนไม่จบ ท่านยังเป็นที่พึ่งให้ใครไม่ได้ ท่านเป็นที่พึ่งของตัวเองยังไม่สมบูรณ์เลย แต่ตอนนี้เราคนไทยกำลังยกเอาพระโพธิสัตว์เป็นที่พึ่ง แล้วก็มองไม่เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว
สัญญา - ลืมคนที่จบแล้วคืออาจารย์ ไปพึ่งนักศึกษาฝึกงาน พูดง่ายๆอย่างนี้
ท่าน ว .- ถูกต้อง นั่นแหล่ะๆ อาตมาขอเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง ครั้งหนึ่งในหลวงรัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชฐานไปต่างจังหวัด มีการแห่พระศรีอริยเมตไตรพระโพธิสัตว์ แห่ไปเสร็จแล้วถึงเวลาในหลวงจะเสด็จไปจุดธูป จุดเทียน พระองค์มองไปที่โต๊ะหมู่บูชา ไม่มีพระพุทธเจ้า แต่มีพระศรีอริยเมตไตรโพธิสัตว์ตั้งแทน ในหลวงรัชกาลที่ 5 ถามว่า "พระพุทธเจ้าไปไหน" ชาวบ้านกราบบังคมทูลบอกว่า "วันนี้เราสมโภชพระศรีอริยเมตไตรโพธิสัตว์ จึงไม่เอาพระพุทธรูปมา"
ในหลวงรัชกาลที่ 5 ตรัสวรรคทองในประวัติศาสตร์ซึ่งบันทึกไว้ในจดหมายเหตุราชกิจรายวัน พระองค์ท่านบอกว่า "ฉันมาร่วมงานก็เพราะอนุโลมตามใจชาวบ้าน แต่ถึงเวลาฉันจะไหว้พระ ฉันต้องไหว้พระพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้เรียบร้อยแล้ว ว่าเป็นสรณะที่พึ่งได้จริงๆ ไม่ใช่ไหว้พระโพธิสัตว์ ซึ่งยังอยู่ในช่วงที่เรียนรู้จะเป็นพระพุทธเจ้า ยังไม่บรรลุและยังมาไม่ถึง ยังเป็นเรื่องอนาคต เพราะฉะนั้นไปเอาพระพุทธรูปมา" ข้าราชบริพารต้องไปเอาพระพุทธรูปมาให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 กราบ อันนี้คือท่าทีของปัญญาชนชาวพุทธที่รู้ว่าอะไรควรกราบ อะไรไม่ควรกราบ อะไรคือสิ่งที่พึ่งได้ และอะไรคือสิ่งที่พึ่งไม่ได้ เห็นไหม
สัญญา - ชัดเจน
ต๊อด - สุดท้ายครับพระอ.ครับ เราในฐานะชาวพุทธ เราควรจะนับถือจตุคามรามเทพอย่างไร เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์ครับ
ท่าน ว. - ก็อย่างที่บอกแต่ต้นว่า เราไม่จำเป็นต้องไปตำหนิคนที่นับถือจตุคามรามเทพอยู่แล้ว แต่เราเรียนรู้ได้ว่าถ้าท่านเป็นเทพ เราก็เป็นเทพอย่างท่านได้ ก็อย่างที่บอกว่า พุทธศาสนาเนี่ยต้องเอาเทพมารับใช้ธรรม นั่นคือถ้าเห็นเทพปุ๊บ ดูสิว่าท่านเป็นเทพได้ยังไง คนที่จะเป็นเทพได้มีหลักง่ายๆ 2 ข้อนะ 1.ละอายชั่ว 2.กลัวบาป เท่านั้นเอง
ธรรมะสองข้อคือ ละอายชั่วกับกลัวบาป ภาษาพระเรียกว่า หิริโอตตัปปะ ใครมีหิริโอตตัปปะ คนนั้นเป็นเทพเรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นเทพไม่ได้อยู่บนฟ้า เทพไม่ได้อยู่ที่นครศรีธรรมราช เราทุกคนถ้ามีความละอายชั่วกลัวบาปในใจเรานะ เราเป็นเทพที่นี่และเดี๋ยวนี้ ฉะนั้นถ้าเรานับถือเทพ เรานับถือท่านด้วย แล้วก็ตั้งปฏิญาณในใจว่า เดี๋ยวข้าพเจ้าก็จะพัฒนาตัวเองให้เป็นเทพอย่างท่านเหมือนกัน เห็นไหม ต้องได้อย่างนี้ ต้องเรียนรู้จากท่าน แล้วเอาท่านมาพัฒนาตัวเรา โดยวิธีนี้เราสามารถอยู่ร่วมกับเทพได้อย่างร่มเย็นเป็นสุข โดยที่ไม่ต้องมาทะเลาะเบาะแว้งกัน
สัญญา - ครับผม นี่คือทั้งหมดทั้งมวลของเนื้อหา ที่เราจะมีโอกาสเสนอได้ในเวลาอันจำกัดอันนี้นะครับ กราบเรียนท่านผู้ชมย้ำอีกทีครับว่า ทั้งหมดทั้งมวลที่ผมได้สนทนาธรรมกับพระอ. ว. นั้น ท่านมีเจตนารมณ์ที่จะให้ความรู้ซึ่งจะทำให้เกิดปัญญา ไม่มีเจตนาที่จะพูดถึงคน แต่เป็นการพูดเรื่องความ คือความรู้ต่างๆ กราบนมัสการอีกครั้งครับ ขอบคุณที่ให้ความรู้ครับ
ท่าน ว. - เจริญพร