เนื่อจากช่วงนี้มีญาติธรรมของเราได้เข้ามาเยี่ยมเยือนและถามปัญหาธรรมะกันเป็นระยะซึ่งเป็นที่น่าอนุโมทนาดีใจที่หลายคนสนใจธรรมะมากขึ้น เมื่อศึกษาและปฏิบัติไปอาจพบปัญหาความสังสัย หรือไม่เข้าใจในข้ออรรถข้อธรรม หรือรู้แล้วอาจจะอยากใด้ความคิดเห็นอีกมุมมองหนึ่งจากอาศรมฯ ก็ขอยินดีและชืนชมกับผู้ที่สนใจถามใถ่ปัญหาธรรมกันเข้ามา  หากท่านใดมีความสงสัยในทางธรรมปฏิบัติ หรือทางพระพุทธศาสนา ขอให้ถามกันเข้ามาได้ ปัญหาธรรมะทุกปัญหา จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป อาศรมแห่งนี้มีคำตอบ...

 

ปุจฉา: kondeeclub wrote on Sep 3
ผมอยากขอความเห็นของพระคุณเจ้าเกี่ยวกับเรื่องการภาวนานิดหน่อยนะครับ พระคุณเจ้าเห็นว่า การเจริญสติปัฏฐานล้วน โดยไม่สนใจสมถะเลย สามารถเข้าถึง โสตะปฏิยังคะธรรม กลายเป็นโสดาบันบุคคลได้หรือไม่ครับ เพราะผมชอบ สติปัฏฐาน แต่ก็รู้สึกว่า สมถะเองก็สำคัญทำให้จิตใจสบายดี แต่อยากหลุดพ้นโดยไม่ต้องนั่งสมาธิมากๆน่ะครับ อย่างเช่นการดูจิตตามแนว พระอาจารย์ปราโมทย์ หรือการเจริญฐานกายเพียงอย่างเดียว กราบขอบพระคุณครับ

วิสัชนา: chitasangvaro wrote on Sep 6

การเข้าถึงโสตะปฏิยังคะธรรม = ผู้เข้าสู่กระแสธรรรม
ท่านบอกว่าเข้าถึงได้ด้วยการละสังโยชน์ ๓ ใน ๑๐ คือ
๑.สักกายทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวตน ตัวเรา ของเรา
๒.วิจิกิจฉา ความลังเล สงสัยไม่แน่ใจในพระรัตนตรัย
๓.สีลัพพตปรามาส ความถือมั่นในศีลพรตอย่างงมงาย
การเจริญสติปัฏฐานล้วนก็สามารถเข้าถึงได้เช่นกันโดย
ขออ้างอิงพุทธพจน์ที่มาในมหาสติปัฏฐานสูตรที่ว่า
" หนทางนี้ป็นทางเดียว ที่จะทำให้สัตว์บริสุทธิ์ได้
ล่วงพ้นความโศก และความรำพันคร่ำครวญได้
ดับทุกข์และโทมนัสได้ บรรลุอนิยมรรคได้
เพื่อเห็นแจ้งพระนิพพานได้ หนทางนี้คือ สติปัฏฐานสี่"
ถ้าชอบอย่างไรก็ปฏิบัติอย่างนั้นไปเถอะ
ถ้าปฏิบัติแล้วเกิดสติปัญญา กิเลสตัณหาลดลง
ชลอความรุนแรงของโลภ โกรธ หลงได้ก็OK
เพราะไม่มีการแนวทางใหนที่ดีที่สุด
มีแต่แนวทางไหนที่เหมาะกับจริตถูกกับใจของเรามากกว่า
อยากให้เข้าใจว่า สติกับสมาธิต้องไปคู่กันเสมอ
จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะอินทรีย์ ๕ เป็นสิ่งที่
นักปฏิบัติทุกคนต้องบ่มเพาะให้แก่กล้า ไม่ว่าจะเป็น
ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญาทั้ง ๕ นี้ต้องบาล๊านกัน
ถ้าอยากหลุดพ้นโดยไม่ต้องนั่งสมาธิมากๆ ก็ทำได้
แต่ต้องเจริญสติให้มากๆ มีสติตามรู้เท่าทันอารมณ์อยู่ทุกขณะ
เมื่อสติมีมากๆสมาธิ กับปัญญาก็ตามมา
การจะปฏิบัติแบบดูจิต ดูกาย ดูอะไรก็ตาม
ขอให้ดูแล้วเห็นเป็นใช้ได้
ดูเพื่อให้เห็นอะไร ดูกาย เวทนา จิต ธรรม ก็เพื่อให้เห็นทุกข์
เพราะถ้าไม่เห็นทุกข์ จะเห็นธรรมได้อย่างไร?
เมื่อเห็นธรรมแล้วจะมองสรรพสิ่งเป็นสุนทรีย์ มีชีวิตอยู่อย่างสุนทรีย์
เหมือนกับคนงานที่ทำงานเสร็จแล้ว นั่งผิวปากรอรับค่าจ้าง สบาย...
และสิ่งที่นักปฏิบัติจะทิ้งมิได้เลย คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ธรรมะ ๓ ประการนี้
จะต้องมีในหัวใจของเธอตลอด เหมือนหนึ่งเป็นอวัยที่ ๓๓...........
สามอย่างนี้คือมรรคอันประเสริฐที่จะนำเธอให้พ้นจากทุกข์ได้
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือปัญญา การรอบรู้ในกองสังขารที่ปรุงแต่ง
เป็นมายาบดบังสัจจะความจริงของสิ่งทั้งปวง ที่เกิด ดับๆๆ
ไม่คงทน ตั้งอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และย่อยสลายไปตามกาล
มองให้ทะลุมายาภาพแล้วจะเข้าถึงสัจจะความจริงตามความเป็นจริงได้
อย่างเท่าทัน ด้วยสายตาที่สงบเย็น สุนทรีย์
ที่ท่านเรียกว่า "รู้ตามจริง" เมื่อรู้เห็นอย่างนี้ความทุกข์จะมีแต่ที่ไหน?
การปฏิบัติไม่ว่าจะปฏิบัติวิธีไหน หรืออย่างไร หากปฏิบัติถูกทาง
ก็มีผลอันเดียวกัน ถึงรอยเดียวกัน มีรสอย่างเดียวกัน
รสคือ วิมุติ ย่อมถึงความหลุดพ้นเหมือนกันหมด ไม่ว่าจะปรารถนาหรือไม่ก็ตาม
ส่วนเรื่องการตั้งความปรารถนาในการต้องการถึงภูมิธรรมชั้นนั้น ชั้นนี้ก็ดี
เป็นการตั้งอธิษฐานบารมี ทำให้จิตมีเป้าหมายในการที่จะดำเนินไปสู่จุดหมาย
แต่ครูบาอาจารย์สายปฏิบัติมี หลวงปู่ดุลย์ อตุโล ที่สอนไว้ว่า
"การปฏิบัติ ให้มุ่งปฏิบัติเพื่อสำรวม เพื่อความละ เพื่อความคลายกำหนัดยินดี
เพื่อความดับทุกข์ ไม่ใช่เพื่อเห็นสวรรค์ วิมาน หรือแม้พระนิพพาน
ก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายเพื่อจะเห็นทั้งนั้น ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ไม่ต้องอยากเห็น"
หลวงพ่อชา สุภัทโท ท่านสอนเสมอว่า "อย่าปฏิบัติเพื่อจะเอาอะไร
อย่าปฏิบัติเพื่อจะได้อะไร อย่าเป็นพระพุทธเจ้า อย่าเป็นอรหันต์
อย่าเป็นพระอนาคามี อย่าเป็นพระสกิทาคามี อย่าเป็นพระโสดาบัน
อย่าเป็นอะไรเลย เป็นแล้วมันจะเป็นทุกข์ อย่าเป็นอะไรเลย สบาย
ความสบายอยู่ตรงที่เราไม่ต้องเป็นอะไร เราไม่ต้องเอาอะไร
ภาวนาจนไม่มีความรู้สึกว่า ได้กำไรหรือขาดทุนจากการปฏิบัติ
มีความรู้สึกราบรื่น สิ่งภายนอกขึ้นๆลงๆ แต่เราไม่ขึ้นๆลงๆ ตาม
เราอยู่ด้วยความวางเฉยของผู้รู้เท่าทัน อาการแห่งความสุขก็มีอยู่
อาการแห่งความทุกข์ก็มีอยู่ แต่มันอยู่ข้านอก มันไม่ได้เข้าไปถึงใจของเรา"
การปฏิบัตินั้นอย่าปฏิบัติด้วยความอยาก เช่นอยากเป็นนั่นเป็นนี่ เห็นนั่นเห็นนี่
ถ้าอยากเป็นเร็วๆ มันก็ไม่เป็น หรือไม่อยากเลยก็เหมือนคนประมาท
จงทำใจให้เป็นกลางๆ ตั้งสติให้รู้อยู่ในปัจจุบันขณะอย่างสบายๆ
อย่าไปกำหนด อย่าไปคาดหวัง อย่าไปอยาก แต่ให้มีความพอใจ
ในการปฏิบัติ เรียกว่า ฉันทมูลกา มองให้เห็นค่าของการปฏิบัติ
ว่าปฏิบัติจริง ย่อมได้ผลจริง ถ้ามีความพอใจแล้ว เราจะมีความสุข
กับการปฏิบัติ และได้รับผลจากการปฏิบัติอย่างแน่นอน..............
ขออนุโมทนาและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมต่อไป
ขอให้เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปเทอญ สาธุ
ขออนุโมทนาและเป็นกำลังใจในการปฏิบัติธรรมให้เจริญยิ่งขึ้นไป



29 CommentsChronological   Reverse   Threaded
chitasangvaro wrote on Sep 5, '07
ตอนหน้าจะตอบปัญหานี้
...............................
digilab wrote on Sep 3
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ผมสนใจธรรมะ แต่ปัญหาของผม คือไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี????

chitasangvaro wrote on Sep 5, '07
และตอนต่อไปจะตอบคำถามนี้....
................................
pongthepwow wrote on Sep 3
อะไรคือหลุดพ้นที่มนุษย์ควรถือเป็นหลักปฏิบัติครับ
ในเมื่อต้องกินและเสพเพื่อให้มีชีวิตต่อๆไป
และบางครั้งก็หลงไหลในสิ่งที่กินเสพด้วยซึ่งเป็น
ธรรมชาติของมนุษย์ที่ยึดความสุขเป็นที่ตั้งบรรทัดฐาน???
kondeeclub wrote on Sep 5, '07
กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าครับ ที่ได้ให้วิสัชนาที่ละเอียด และกำลังใจในการปฏิบัติ ครับ สาธุๆๆ

ขอให้บุญกุศลตั้งแต่อดีตชาติ จนถึงปัจจุบันขณะ จงรวมเป็นภวปัจจัย ส่งให้ข้าพเจ้าได้ รู้ธรรม เห็นธรรม เข้าถึงธรรม ตามกำลังบุญวาสนาบารมีที่ตนเองมี และ หากเป็นไปได้ขอให้บุญนั้นจงถอดถอด อาสวะกิเลสที่หมักหมมอยู่ในจิตในใจ ในขันธสันดานของข้าพเจ้า อย่างสังโยชน์ 3 นี้ได้ เพื่อให้มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดาในชาตินี้ด้วยเทอญ

ขอกราบนมัสการพระคุณเจ้าครับ
chitasangvaro wrote on Sep 6, '07
digilab wrote on Sep 3
กราบนมัสการพระคุณเจ้า
ผมสนใจธรรมะ แต่ปัญหาของผม คือไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี
รบกวนพระคุณเจ้าช่วยแนะนำครับ???
..............................................

เริ่มต้นตรงนี้ ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องไปศึกษาอะไรมากให้ปวดหัวเปล่าๆ
เริ่มศึกษาแค่ว่า " ทุกข์เกิดจากอะไร จะดับทุกข์ด้วยวิธีไหน และทำอย่างไรจะไม่ทุกข์อีกต่อไป"
ศึกษาธรรมะแค่นี้พอแล้ว ไม่ต้องไปเรียนจนจบพระไตรปิฎกกหรือปริญญาใดๆ
เพราะนี่คือหัวใจของธรรมะทั้งหมด พระพุทธองค์ตรัสว่า
"แต่ก่อนก็ดี บัดนี้ก็ดี เราบัญญัติแต่เรื่องทุกข์กับความดับไม่เหลือแห่งทุกข์เท่านั้น"
ขอให้เริ่มต้นที่ตรงนี้ ซึ่งเป็นทางลัดสั้น และตรงจุดที่สุดแล้ว
เพราะธรรมะไม่ได้อยู่ที่ไหน หากอยู่ที่กายกับใจของเรานี่เอง
ความทุกข์ของคนเราอยู่ที่กายที่ใจของเรานั่นแหละ
ธรรมะมีแก่นตรงที่การดับทุกข์ ทุกข์เกิดที่ไหนดับที่นั่น
มหาวิทยาลัยทางธรรมอยู่ในกายในใจของเราแล้ว
อย่าไปเที่ยวแสวงหาธรรมจากภายนอกเลย
กายอยู่ที่ไหน ใจก็อยู่ที่นั่น
จงมองย้อนกลับไปใส่ใจในตัวเรา
มองเข้าไปที่กาย เวทนา จิต ธรรม
ความรู้สึกเย็น ร้อน อ่อน แข็ง ตึง ไหว ชอบ ชัง
สุข ทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ มีความระลึกรู้สึกเท่าทันไหม??
กับอารมณ์ที่ผ่านมาเราจมปลักอยู่กับสิ่งเหล่านั้นหรือไม่??
ขณะนี้ใจของเราเปนอย่างไร??ไปหลงยึดอะไรเข้าไว้หรือเปล่า??
การปฏิบัติธรรมะจะต้องมีความรู้ตัวทั่วพร้อมตลอดเวลา
ที่เรียกกันว่า "สติ" รู้เท่าทันกิเลสตัณหา ที่คอยจ้องตะครุบจิต
ครอบงำใจ จนหลงไหลได้ปลื้ม ลืมตัว ลืมใจ ไปกับมัน
กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ถูกมันเล่นงานสะงอมแล้ว
ทุกข์ของชีวิตไม่ได้เกิดจากอะไร
แต่เกิดจากใจที่ไม่เครื่องคุ้มกัน คือ "สติ" นั่นเอง
เรามีสติรู้เท่าทันกับสผัสสะที่มากระทบแค่ไหน?
หรืออยู่กับปัจจุบันได้หรือไม่??
ถ้าเราระลึกรู้กับสิ่งที่กำลังปรากฏในปัจจุบันขณะได้
โดยไม่ตามละห้อยโหยหาสิ่งที่ผ่านไปแล้ว
และไม่ตะกายไขว่ขว้ากับสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
ดังพุทธพจน์ที่เคยตรัสไว้ว่า
"ไม่พึงโหยหาอดีต
ไม่พึงไขว่ขว้าอนาคต
พึงเป็นอยู่ในปัจจุบัน
ถ้าเราทำจิตมั่นคง ไม่กระวนกระวาย
ใส่ใจเฉพาะในปัจจุบัน คนเช่นนี้ถึงแม้จะมี
ชีวิตอยู่เพียงราตรีเดียวก็ประเสริฐแล้ว"
ในการปฏิบัติธรรมแล้ว จงปล่อยให้อดีตเป็นอดีต
ปล่อยให้อนาคตเป็นอนาคต จิตตั้งมั่นอยู่ที่ปัจจุบัน
ถ้าหากเราเผลอสติให้ความิดที่เป็นอดีต ปัจจุบัน
ละอนาคตมาจับตัวกันเป็นห่วงโซ่แล้ว นั่นหมายความว่า
"เรากำลังขังตนเองอยู่ในกรง"
หากจะเริ่มต้นบนเส้นทางสายธรรมแล้ว
ควรเริ่มที่"มุมมอง" ด้วยการ "ทำความเห็นให้ตรง"
เห็นตรงลงที่กายที่ใจว่า "กิเลส คือ โลภ โกรธ หลง ลดลงบ้างหรือยัง???
ถามใจตนเองดู...............
daalaamita wrote on Sep 6, '07
หลวงพี่ตะ
มิตา อยากเรียนถามหลวงพี่ว่า
เมื่อเรา ตักบาตร แล้ว ตั้งใจอษิฐาน ขอ อุทิศส่วนกุศลที่เราได้ตักบาตรไป แล้วนั้น ให้ กับผู้ใด ผู้หนึ่งนั้น โดย มิได้ กรวดน้ำ ผ่าน แม่ธรณี ไป
อยากทราบว่า ผล บุญนั้นๆๆ ไป ถึงผู้รับไหม คะ .........
เพราะมิตา ตักบาตร บ่อย แต่ไม่ค่อยได้ กรวดน้ำ ....ค่ะ
sunnymusic wrote on Sep 6, '07
สาธุ ท่านกล่าวธรรม โดยชอบ แล้ว
chitasangvaro wrote on Sep 6, '07
คำถามนี้จะเป็นรายต่อไป........
.......................................
sunnymusic wrote today at 1:08 AM

มากราบ พระอาจารย์ครับ ทำอย่างไร ให้เรา เกิดศรัทธาครับ
เพราะนี้เป็นเหตุต้นของพละ๕ นะครับ
เพราะว่า มี สัทธา จึส่งเสริม วิรยะ เพราะ วิริยะ จงส่งเสริม สติ เพราะสติ จึงส่งเสริม สมาธิ เพราะสมาธิ จึงส่งเสริม ปัญญา เพราะปัญญา ส่งเสริม ให้ เป็นศรัทธา ที่ถูกที่ควร???
sunnymusic wrote on Sep 6, '07
นมัสการ ภันเต รออยู่นะครับ
narissorn wrote on Sep 7, '07
ว่าด้วยศรัทธา..
การทำปรับปรุงอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้น ให้สม่ำเสมอกัน ชื่อว่า การ
ทำปรับปรุงอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ. ด้วยว่า ถ้าอินทรีย์ คือศรัทธาของเธอมีกำลัง
กล้า อินทรีย์นอกนี้อ่อน แต่นั้นอินทรีย์คือวิริยะ ก็ไม่อาจทำกิจ คือการ
ประคองจิตได้ อินทรีย์ คือสติก็ไม่อาจทำกิจ คือการปรากฏ อินทรีย์คือสมาธิ
ก็ไม่อาจทำกิจ คือความไม่ฟุ้งซ่าน อินทรีย์คือปัญญาก็ไม่อาจทำกิจ คือการเห็น
ได้ เพราะฉะนั้น เมื่อมนสิการถึงอินทรีย์ คือศรัทธานั้น ด้วยการพิจารณา
สภาวธรรม หรือโดยประการใด อินทรีย์คือศรัทธามีกำลังกล้า พึงลดลงด้วย
การไม่มนสิการโดยประการนั้น. ในข้อนี้ มีเรื่องท่านพระวักกลิเถระ เป็น
อุทาหรณ์. ถ้าอินทรีย์คือวิริยะมีกำลังกล้า เมื่อเป็นเช่นนั้น อินทรีย์คือศรัทธา
ก็ไม่อาจทำกิจ คือการน้อมใจเชื่อได้ อินทรีย์นอกนี้ ก็ไม่อาจทำกิจคือหน้าที่
ต่าง ๆของตนได้ เพราะฉะนั้น จึงควรลดอินทรีย์คือวิริยะนั้นลง ด้วยการ
เจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ เป็นต้น. แม้ในข้อนั้น พึงแสดงเรื่องท่านพระโสณ-
เถระเป็นอุทาหรณ์. แม้ในอินทรีย์ที่เหลือก็เหมือนกัน เมื่ออินทรีย์อย่างหนึ่ง
มีกำลังกล้า ก็พึงทราบว่า อินทรีย์นอกนี้ก็ไม่สามารถในกิจ คือหน้าที่ของตน
ได้. แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องอินทรีย์นี้ ท่านสรรเสริญ ศรัทธา กับ
ปัญญา และสมาธิ กับ วิริยะ ต้องเสมอกัน. เพราะผู้มีศรัทธากล้า แต่มีปัญญา
อ่อน มีความเลื่อมใสแรง ย่อมเลื่อมใสไปนอกเรื่อง. มีปัญญากล้า แต่มีศรัทธา
อ่อน ย่อมฝักไฝ่ไปข้างเกเร เหมือนโรคเกิดเพราะผิดยา แก้ไขไม่ได้ฉะนั้น.
ผู้มีปัญญากล้า ก็โลดแล่นเขวไปว่า กุศลมีได้ด้วยเพียงจิตตุปบาทใจคิดขณะ
หนึ่งเท่านั้น ดังนี้แล้ว ก็ไม่ทำบุญ มีทานเป็นต้น ย่อมเกิดในทุคติ. เพราะ
อินทรีย์คือศรัทธา กับปัญญาทั้งสองเสมอกัน จึงเลื่อมใสในวัตถุ คือพระ-
รัตนตรัยอย่างเดียว. แต่สมาธิกล้า วิริยะอ่อน โกสัชชะ ความเกียจคร้าน ย่อม
ครอบงำได้ เพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. วิริยะกล้า สมาธิอ่อน อุทธัจจะ
ย่อมครอบงำได้ เพราะวิริยะเป็นฝ่ายอุทธัจจะ. แต่สมาธิอันวิริยะเข้าประกบไว้
ย่อมไม่ตกไปในโกสัชชะ วิริยะอันสมาธิเข้าประกบไว้ก็ไม่ตกไป ในอุทธัจจะ.
เพราะฉะนั้น จึงควรทำอินทรีย์สองคู่นั้นให้เสมอเท่า ๆ กัน. ด้วยว่า อัปปนา
จะมีได้ ก็เพราะอินทรีย์สองคู่เสมอกัน. อีกอย่างหนึ่ง ศรัทธาแม้มีกำลังกล้าก็
ควรแก่ผู้เจริญสมาธิ. เพราะผู้เจริญสมาธิ เชื่อมั่นหยั่งลงมั่นอย่างนี้ จักบรรลุ
อัปปนาได้ ส่วนในสมาธิกับปัญญา เอกัคคตา ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง
มีกำลังกล้า ย่อมควรแก่ผู้เจริญสมาธิ. ด้วยว่าผู้เจริญสมาธินั้น ย่อมบรรลุอัปปนา
ได้ ด้วยเอกัคคตาอย่างนี้. ปัญญามีกำลังกล้า ย่อมควรแก่ผู้เจริญวิปัสสนา.
ด้วยว่าผู้เจริญวิปัสสนานั้นย่อมถึงความแทงตลอดไตรลักษณ์ด้วยปัญญาอย่างนี้.
แต่อัปปนาจะมีได้ ก็เพราะศรัทธา กับ ปัญญา ทั้งสองเสมอกันโดยแท้. ส่วน
สติมีกำลังแล้ว ย่อมควรในที่ทั้งปวง. เพราะว่า สติย่อมรักษาจิตมิให้ตกไปใน
อุทธัจจะ ด้วยอำนาจศรัทธา วิริยะ ปัญญา ซึ่งเป็นฝ่ายอุทธัจจะ มิให้ตก
ไปในโกสัชชะ เพราะสมาธิเป็นฝ่ายโกสัชชะ. เพราะฉะนั้น สตินั้น จึงจำต้อง
ปรารถนาในที่ทั้งปวง เหมือนการปรุงรสด้วยเกลือ จำปรารถนาในการปรุงอาหาร
ทุกอย่าง และเหมือนอำมาตย์ผู้ชำนาญในราชกิจทุกอย่าง จำปรารถนาในราชกิจ
ทุกอย่างฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สติจำปรารถนาใน
ที่ทั้งปวง เพราะเหตุไร เพราะจิตมีสติ เป็นที่อาศัยและสติมีการอารักขา เป็น
ที่ปรากฏ เว้นสติเสียแล้วจะประคอง และข่มจิตไม่ได้เลย.
(ที.มหา.อ. 14/334.)
บ่อเกิดศรัทธาโดยหลักพื้นฐานสู่การยั่งยืนก็มี 2 คือกัลยาณมิตร and โยนิโสมนสิการ นั้นแล
chitasangvaro wrote on Sep 11, '07
คำถามต่อไป.....
updesign wrote today at 8:20 AM

หลวงพี่ครับเวลาผมเครียดๆไม่ว่าดึกแค่ใหนผมชอบนั่งหลับตาหายใจเขาพุทธหายใจออกโท ซักพักผมก็จะเบาๆ คิดแต่คำว่าพุทธกับโทเห็นเป็นตัวโตๆในจิต ของผมตอนท่องอ่ะครับ ผมไม่ได้บ้าใช่เปล่าครับ ผมรู้สึกมันสบายตัวดีเวลาทำเสร็จ???
chitasangvaro wrote on Sep 11, '07
และต่อไปเธอคนนี้......

preawna wrote today at 12:21 AM

หนูกำลังโกรธคนนึงมาก ๆ เลย
เค้าชอบว่าหนูอยู่เรื่อย ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
หนูก็ได้แต่นิ่งมานานแล้ว หนูควรทำยังไงดีค่ะ สำหรับคนที่ชอบคิดว่าคนอื่นเค้าจิตคิดร้ายกับคนอื่นเหมือนตัวเอง เรียนสูงแต่มีคุณธรรมในใจน้อยจัง???
shitsanucha wrote on Sep 15, '07
หลวงพี่คะ เคยเห็นช้างที่เดินตามถนนใหม๊คะ จะมีคนเอาอ้อย เอาแตงกวา ให้เราซื้อ ให้ช้างกิน คนส่วนใหญ่ก็ซื้อเพราะสงสารช้าง ซึ่งเมื่อก่อนเราก็คนนึงที่ทำเช่นนั้น แต่ตอนหลัง มีความลังเล ระหว่าง บาปกับบุญ การที่เราทำบุญด้วยวิธีไปซื้ออ้อยให้ช้าง มันก้ำกึ่งการทำบาปมากกว่าใช่ใหม๊คะ เพราะว่า เหมือนกับเราไปสนับสนุนให้เค้าเอาช้างมาทรมาณ ที่สำคัญมันเป็นช้างเด็กด้วยนะคะ ไม่รู้ใครเคยสังเกตุมั่ง มันร้องไห้ด้วยนะ เฮ้อ ++ งานอื่นมีตั้งเยอะ เอาชีวิตนึงมาทรมาณอย่างนี้บาปหนาจริงๆ นะคะ เราก็เลยไม่อยากไปสนับสนุน เพราะถ้าไม่มีคนซื้ออ้อยให้ช้างเค้า เค้าก็คงจะเลิกไปเอง ช้างจะได้กลับบ้านซักที ทำไงดีคะ
chitasangvaro wrote on Sep 16, '07
คุณFa ส่งคำถามมาทางSMS ว่า

"...เมื่อเราเห็นอาสวะกิเลสที่อยู่ในตัวเรา...ขณะนั้นทำยังงัยจะควบคุมมัน
และทำให้มันหมดไป และจะทำยังงัยกับจิตที่มันคอยปรุงแต่ดีคะ....???
...........................................................................................
กรุณารอนิดสสสสสสสสสสสสสสนึง ตอบตามคิวจ้ะ
mynene wrote on Sep 24, '07
มาอ่านหลวงปู่ตอบปัญหาธรรมค่ะ
chitasangvaro wrote on Sep 24, '07
"ไม่ได้ปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดกิเลส...."
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
สรุปความและตัดตอนมาจาก
พระธรรมเทศนาโดยพระอาจารย์ปราโมช ปาโมชฺโช
""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

เวลาเราปฏิบัติเราไม่ได้ปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดกิเลส
กิเลสเกิดก็ได้ แต่ว่ากิเลสเกิดแล้ว พอรู้แล้ว ก็ต้องเป็นกลางกับมัน

ธรรมดาจิตมันจะปรุงแต่งกิเลสขึ้นมา แต่เราอย่าไปปรุงแต่งจิต

ปล่อยให้กาย ให้ใจ ให้ขันธ์ห้า เขาทำงานของเขา
เราตามรู้ ตามดูไป อย่าเข้าไปแทรกแซงเขา
ใจตั้งมั่นเป็นผู้รู้ ผู้ดู มีความสงบสุขอยู่ เห็นขันธ์มันปรุงแต่งไป

ขันธ์เป็นสังขารธรรม เป็นสังขตธรรม เป็นธรรมะที่ยังปรุงแต่งอยู่
มันเป็นความปรุงแต่ง มันก็ปรุงแต่งไปตามหน้าที่ของมัน
เราจะห้ามขันธ์ไม่ให้ปรุงแต่งไม่ได้
ขันธ์มันปรุงแต่งโดยตัวของมันเอง

เราไม่ได้ปฏิบัติธรรมเพื่อทำให้ขันธ์ผิดไปจากธรรมชาติเดิม
แต่เราจะรู้ความปรุงแต่งของขันธ์ โดยที่ใจไม่ปรุงแต่งเพิ่มเติม

ส่วนใหญ่พอความโกรธเกิดขึ้น ทำยังไงจะหายโกรธ
ความเศร้าเกิดขึ้น ทำยังไงจะหายเศร้า
แทนที่จะดูว่า ความโกรธเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ก็ดับไป
ธรรมทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

"วิปัสสนา"
ไม่ใช่เรื่องการบังคับจิต
ไม่ใช่เรื่องการบังคับกาย
แต่ให้รู้กาย รู้จิต ตามความเป็นจริง

วิปัสสนาทำเพื่อเอาความจริง
ความจริงของขันธ์ก็คือ
ขันธ์เป็นของปรุงแต่ง มันเลยไม่เที่ยง
ขันธ์เป็นของปรุงแต่ง มันเลยเป็นทุกข์
ขันธ์มันปรุงแต่งของมันเอง บังคับไม่ได้ มันเป็นอนัตตา

ดูไปจนกระทั่งใจมันมีปัญญา
ใจไม่เข้าไปปรุงแต่งขันธ์
ถ้าเรารู้ทัน เราก็เห็นขันธ์เป็นทุกข์ ทุกข์ส่วนของขันธ์ไป
ใจเราไม่ทุกข์ด้วย ใจเป็นธรรมชาติรู้
ส่วนขันธ์นี่เป็นกองทุกข์ล้วน ๆ
ไม่อยากให้ขันธ์เที่ยงอีกแล้ว เพราะรู้ว่าขันธ์ไม่เที่ยง
ไม่อยากให้ขันธ์เป็นตัวเรา เพราะรู้แล้วว่าขันธ์ไม่ใช่เรา

ปัญญามันรู้ขันธ์แจ่มแจ้ง เรียกว่ารู้ทุกข์แจ่มแจ้ง
สมุท้ยคือความอยากของจิตจะหายไปโดยอัตโนมัติ ไม่เกิดอีก
พอจิตใจมันหมดความอยาก หมดความดิ้นรน
มันจะเข้าถึงความสงบสุขที่เรียกว่า "นิโรธ" หรือ "นิพพาน"

เมื่อไรสิ้นตัณหา เมื่อนั้นก็เห็นนิพพาน
dhammahand wrote on Oct 2, '07
สาธุค่ะ
homer324 wrote on Oct 20, '07
sweetjiab wrote on Nov 24, '07
นมัสการพระคุณเจ้า
ขอความเมตตาพระคุณเจ้าช่วยน้องเค้าทีนะคะ
เป็นกระทู้จากเว็บพลังจิตค่ะ
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=48291

ปัญหาของน้องเค้ามีดังนี้นะคะ


....................................................................
ชื่อกระทู้ : มีพี่สาวเป็นเจ้ากรรมนายเวร


จะเป็นไปได้มั้ย ที่มีพี่สาวแท้ๆของตนเองเป็นเจ้ากรรมนายเวร
เรื่องมันมีอยู่ว่าผมมีพี่น้องทั้งหมด3คน พี่สาว2คน ตัวผม1
พี่สาวคนโตนั้น ผมกับเขารักกันดี
แต่พี่สาวคนรองนี้แบบว่า ผมและเค้านี่เกลียดกันแบบมากๆ
ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ต้องผิดหูผิดตากันตลอด ผ
มก็พยายามที่จะไม่โกรธตอบ แต่มันก็อดไม่ได้

แล้วที่ผมแค้นสุดๆคือ เวลาผมสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ
มันชอบด่าว่าไอ้บ้านี่งมงาย ปัญญาอ่อน
ผมสุดจะทนแล้วครับ
แล้วเรื่องมันไม่ได้เพิ่งจะเกิดแต่มันเป็นมานานแล้ว ผมทนมาตลอด
แล้วเวลาเทลาะกันนี่ไม่ได้เทลาะแบบพี่น้อง แต่เทาะกันแบบว่าด่าด้วยถ้อยคำเจ็บ

มีอยู่หลายครั้งที่ผมเคยร้องไห้เพราะเจ็บใจ
แล้วผมจะโดนว่าเป็นผ่ายผิดตลอด แล้วแม่จะชอบเข้าข้างมัน
ถึงแม้ผมจะเป็นฝ่ายถูก แม่ก็จะบอกว่า เค้าเป็นพี่เรา ยังไงก็ต้องยอมเค้า อย่าเถียง

ก็เลยฝากถามมายังเพื่อนๆ ด้วยว่า
เคยเจออย่างนี้มั้ย
ถ้าเคย คุณมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ช่วยผมด้วยนะครับ ผมสุดจะทนแล้ว..
chitasangvaro wrote on Nov 27, '07
แม้ความอดทนจะมีขีดจำกัด
แต่ความเมตตาต้องเป็นอัปมัญญา
คิดให้ดีเหตุสมควรโกรธหามีในโลกไม่
เขาอาจกระทำลงไปด้วยความไม่รู้(อวิชชา)
เธอผู้มีปัญญาจงหยิบยื่นธรรมปัญญาแก่เขา
จงพิจารณาหาเหตุแห่งปัญหานั้นอย่างแยบคาย
จงใช้คุณธรรมความดีและสติที่เธอมีเอาชนะจงได้
ลูกศิษย์พระตถาคตต้องไม่ลุแก่โทษะ
ขาดสติสัมปชัญญะเพราะอำนาจกิเลสยั่วยุ
หมั่นปะพรมน้ำแห่งเมตตาธรรมในดวงจิต
ดับไฟร้อนที่สุมใจด้วยหัวใจที่สงบเย็น
จงให้อภัยกับผู้ไม่รู้และปลุกปัญญาให้ตื่นรู้จงได้
หากเธอทำได้เช่นนี้ไซร้.....เธอจะเป็นผู้ชนะทุกสิ่ง...
จิตตะสังวโร
sweetjiab wrote on Nov 28, '07
กราบขอบพระคุณในความเมตตาของพระคุณเจ้าแทนน้องเค้าด้วยนะคะ

.....................................................................
"ลูกศิษย์พระตถาคตต้องไม่ลุแก่โทษะ
ขาดสติสัมปชัญญะเพราะอำนาจกิเลสยั่วยุ

เขาอาจกระทำลงไปด้วยความไม่รู้ (อวิชชา)
เธอผู้มีปัญญาจงหยิบยื่นธรรมปัญญาแก่เขา"
.....................................................................


อ่านคำตอบของพระคุณเจ้า ถึงคิดได้ว่า
เราเองก็โดนกรณีคล้าย ๆ น้องเค้าเลย ที่ทำบุญ สวดมนต์ แต่โดนว่า
กำลังสะเทือนใจกับคำปรามาสพระรัตนตรัยของคนบางคนอยู่พอดี
เลยได้ใช้ข้อธรรมที่พระคุณเจ้าเมตตาสอนน้องมาใช้เองด้วย

ข้อธรรมที่พระคุณเจ้านำมาสอน ข้าพเจ้า "หวานเจี๊ยบ" จะนำไปใช้ด้วยนะคะ


อาทิตย์ก่อนไปทำบุญทอดกฐิน ทำบุญกระเบื้องหลังคาโรงทาน
ระหว่างกำลังสนทนาธรรมกับแม่ชี และพระสงฆ์นับ ๑๐ รูป นั่งประจำที่เตรียมรับองค์กฐิน
มีคนส่งข้อความมาว่า "ไปหาหมอผีอีกแล้ว"
แถมยังหาว่า "ไปเข้าทรง"
(เวลาไปวัดไปหาพระคน ๒ คนนี้ เค้ามักคิดว่า พระเป็น "หมอผี" เป็น "คนทรง")
สะดุ้งใจแปล๊บเลยขะพระคุณเจ้า

แบบนี้ถือว่า "ปรามาสพระรัตนตรัย" ใช่มั้ยคะ

แล้วเราขอขมากรรมพระรัตนตรัยแทน ๒ คนนี้ได้มั้ยคะ

สงสารเค้า ๒ คนหนะขะ ไม่อยากให้บาปกรรม
แต่เค้าคงไม่รู้จักว่า "กรรมปรามาส" เป็นอย่างไร
เพราะเค้า ๒ คน ไม่มีวันเข้าใจเรื่องแบบนี้หรอกขะ
เค้าเป็น "พุทธศาสนิกชน" โดย "มรดก" ที่เค้ารับช่วงต่อมาจากพ่อแม่เค้าเท่านั้นหนะขะ
ไม่ได้เป็นชาวพุทธโดยการ "ปฏิบัติ"

chitasangvaro wrote on Nov 28, '07
เจอคนด่าแล้วโมโห ธรรมดา
เจอคนด่าแล้ววางเฉย เก่ง
เจอคนด่าแล้วยิ้มอภัย สุดยอด
เจอคนด่าแล้วแผ่เมตตา ประเสริฐ
หากเธอคิดว่ามีพี่สาวเป็นเจ้ากรรมนายเวรไซร้
เธอจงทำใจยอมรับและชดใช้อดีตกรรมเวรเก่านั้นซะ
และจงอย่าได้สร้างกรรมเวรที่ไม่ดีต่อกันและอีกเลย
เพราะเวรจะดับได้ก็ด้วยการไม่จองเวรเท่านั้น
หากว่าเธอชดใช้หมดและไม่ได้สร้างอกุศลกรรมใหม่
กุศลทั้งหลายที่เธอสร้างมาจะบังเกิดเป็นวิบากให้ผลดี
ที่เธอบอกว่า "ช่วยผมด้วยนะครับ ผมสุดจะทนแล้ว.."
เราอยากจะบอกเธอว่า"เมื่อสุดจะทน ต้องทนให้สุดๆ"
เมื่อไปถึงที่สุดของความอดทนเธอจะพบโลกที่อภิรมณ์
ความอดทนมักมีต้นขมแต่ปลายหวานเสมอ เธอจงลอง
เหตุของการทะเลาะล้วนมาจากอัตตา Ego ที่ไม่ยอมกัน
หากยอมเป็นจะเย็นได้ เมื่อยอมไม่เป็นก็เย็นไม่ได้
ไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนธรรมดาถูกด่าว่าเสีดแทงแล้วเจ็บใจ
แต่จะไม่ธรรมดาหากวางใจเป็นกลางเมื่อถูกด่าว่า
อริยชนท่านก็เคยประสบพบเจอเหตุการคล้ายกับเธอ
แต่ท่านไม่ใส่ใจและผูกใจเจ็บในคำผรุสวาสนั้นให้ใจเสีย
พระพุทธองค์ท่านสอนไว้ เมื่อถูกคนด่าว่า ก็อย่าไปรับเข้า
เหมือนเวลาที่แขกมาบ้านแล้วยกสำรับอาหารมาต้อนรับ
แต่แขกไม่รับทานอาหารนั้น ถามว่า อาหารนั้นใครจะกิน? แน่นอนเจ้าของบ้าน
เช่นเดียวกันเมื่อเธอไม่รับคำด่าว่าเหล่านั้น......แล้วใครจะรับ.....
แล้วยิ่งการด่าว่าเวลาเธอสวดมนต์ ไหว้พระ นั่งสมาธิ ด้วยแล้ว
เธอควรจะขอบคุณเขาให้มากๆ เพราะนั่นคืออาจารย์ใหญ่ที่ยื่นกระดาษข้อสอบให้เธอ
ถ้าเธอทำข้อสอบไม่ผ่านแล้วพาลโกรธตอบต่ออาจารย์ใหญ่นั้น เราว่าเธอต้องน่าสงสาร
ด้วยกาลเวลาที่ผ่านโลกมา เราสงสารเธอทั้งสองมาก สงสารที่ยังเป็นทุกข์เพราะการทะเลาะอยู่
และในเธอสองคนนี้ คนที่เราสงสารที่สุด คือพี่สาวของเธอ ที่ถูกผู้ก่อการร้ายคืออารมณ์โกรธเล่นงาน
ก่อความไม่สงบอยู่ทุกวัน ถูกไฟในใจเผาไหม้อยู่ได้ทุกวัน เธอไม่สงสารเขาหรือ เธออยากให้ศาสนติเกิดขึ้น
หรือ ไฟในใจเผาไหม้พี่สาวของเธอและเธออีกต่อไป.....
อาวุธของผู้ก่อการร้าย(ความโกรธ) นี้น่ากลัวกว่าอาวุธใดๆ เพราะมันมีพิษทำลายล้างต่อยังภพหน้าอีกไม่มีประมาณ
ไม่มีใครช่วยเธอได้ นอกจากเธอเอง เพราะผู้ก่อการร้ายนี้แอบซ่อนอยู่ในใจของเธอ หากเธอมีสติ ระลึกรู้สึกด้วย
จิตที่สงบเย็น เธอจะเห็นมัน เมือเธอเห็นมันด้วยสติเท่าทัน มันจะค่อยๆ หายไปจากใจของเธอที่ละน้อยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เธอควรพิจารณาให้เห็นโทษภัยของอกุศลจิตคือโทษะให้มาก ความรุนแรงของมันน่ากลัวขนาดไหนเธอก็รู้นี่.......
อยากให้เธอรู้ว่าโทษะทำหน้าที่ของเขาแล้ว หน้าที่ของเธอต้องสร้างสติผู้รู้ที่มีหน้าที่ดับไฟโทษะอย่างเดียว
"สติผู้รู้" เธอจงอย่าละทิ้งสิ่งนี้ เพราะผู้รู้จะตื่นและเบิกบานตลอด แต่ผู้ไม่รู้จะหลงและทุกข์ตลอด....
เราเชื่อว่าเธอน่าเป็นผู้รู้นะ
จิตตะสังวโร




chitasangvaro wrote on Nov 28, '07
และต่อไปเธอคนนี้......

preawna wrote today at 12:21 AM

หนูกำลังโกรธคนนึงมาก ๆ เลย
เค้าชอบว่าหนูอยู่เรื่อย ๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม
หนูก็ได้แต่นิ่งมานานแล้ว หนูควรทำยังไงดีค่ะ สำหรับคนที่ชอบคิดว่าคนอื่นเค้าจิตคิดร้ายกับคนอื่นเหมือนตัวเอง เรียนสูงแต่มีคุณธรรมในใจน้อยจัง???
ดุคำตอบด้านบน
sweetjiab wrote on Nov 28, '07, edited on Nov 28, '07
กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าขะ
นำไปโพสต์ที่เว็บพลังจิตให้น้องอ่านแล้วขะ
chitasangvaro wrote on Nov 28, '07
กราบขอบพระคุณพระคุณเจ้าขะ
sweetjiab wrote on Nov 29, '07
นมัสการพระคุณเจ้าขะ

น้องเค้าฝากกราบนมัสการและขอบพระคุณพระคุณเจ้าไว้ที่กระทู้ที่เว็บพลังจิต
http://board.palungjit.com/showthread.php?t=48291&page=2
ดังนี้นะคะ

"สาธุๆๆ.....กราบนมัสการพระคุณเจ้า และขอขอบพระคุณมากครับที่ได้ให้คำแนะนำสำหรับกระผม

กระทู้นี้เป็นเหตุการณืที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่แล้วครับ ซึ่งตอนนี้พี่สาวของผมคนนี้เค้าไม้ได้อยู่กับผมแล้ว เค้าไปเรียนต่อที่มหาวิยาลัย ซึ่งนานๆจะเจอกันที่ จึงทำให้ผมมีเวลาปฏิบัติธรรมมากขึ้นโดยไม่มีการรบกวนจากใครครับ

ขอกราบขอบพระคุณท่านพระอาจาร์ที่เมตตาช่วยชี้แนะทางออกให้กระผมครับ ขอขอบพระคุณอีกทีครับ"

veerasak wrote on Jan 8
ผมเป็นอีกคนต้องทำใจให้นิ่ง
เมื่อได้รับคำว่ากล่าวจากผู้อื่น
ทุกข์ ทีเดียวครับ เวลาต้องมารองรับอารมณ์ของผู้ิอื่น
จากการอ่านคำตอบด้านบน ทำให้คิดอะไรได้มากขึ้น
ขอกราบนมัสการ ครับ
ubasok wrote on Jan 18, edited on Jan 18
แล้วที่ผมแค้นสุดๆคือ เวลาผมสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ
มันชอบด่าว่าไอ้บ้านี่งมงาย ปัญญาอ่อน
ผมสุดจะทนแล้วครับ
แล้วเรื่องมันไม่ได้เพิ่งจะเกิดแต่มันเป็นมานานแล้ว ผมทนมาตลอด
แล้วเวลาเทลาะกันนี่ไม่ได้เทลาะแบบพี่น้อง แต่เทาะกันแบบว่าด่าด้วยถ้อยคำเจ็บ


อาทิตย์ก่อนไปทำบุญทอดกฐิน ทำบุญกระเบื้องหลังคาโรงทาน
ระหว่างกำลังสนทนาธรรมกับแม่ชี และพระสงฆ์นับ ๑๐ รูป นั่งประจำที่เตรียมรับองค์กฐิน
มีคนส่งข้อความมาว่า "ไปหาหมอผีอีกแล้ว"
แถมยังหาว่า "ไปเข้าทรง"
(เวลาไปวัดไปหาพระคน ๒ คนนี้ เค้ามักคิดว่า พระเป็น "หมอผี" เป็น "คนทรง")
สะดุ้งใจแปล๊บเลยขะพระคุณเจ้า

แบบนี้ถือว่า "ปรามาสพระรัตนตรัย" ใช่มั้ยคะ

"..ขอแจมคุณ sweetjeab นิดนึงครับ พระอาจารย์..

ถ้าใช้หลักกฎแห่งกรรม หรือกฎแห่งการกระทำ หรือ Law of Kamma ก็จะสามารถสืบค้นหาสาเหตุคร่าวๆได้ว่า--ทำไมทำดี แล้วมีคนมาต่อว่า ต่อขาน คือพูดง่ายๆว่า มีมารมาขัดขวางการสร้างความดี นั่นเอง--

คำตอบก็คือ ไม่ชาติใดก็ชาติหนึ่ง ขณะที่ท่านเห็นผู้อื่นกระทำความดี เช่นเห็นคนไปทำบุญตักบาตรพระ เห็นคนเข้าวัดฟังธรรม เห็นคนเค้าสมาทานศีล นั่งสมาธิภาวนา ใจท่าน ณ เวลานั้น อาจจะเป็น มิจฉาทิฐฐิอยู่ก็เป็นได้ หรือได้รับข้อมูลข่าวสารมาแบบผิดๆ ว่า วัดนั้น วัดนี้ ไม่น่าไป ไม่น่าศรัทธา แล้วตัวท่านก็ไม่ไปทำบุญ นอกจากว่าตัวท่านไม่ไปเสียเองแล้ว ตัวท่านก็ยังห้ามคนอื่นไปเสียอีก เรียกว่าขัดบุญชาวบ้านหรือขัดบุญคนที่คิดจะไปทำบุญนั่นเอง บางทีคนที่ตัวท่านไปขัด ไปห้ามเขานั้น หนึ่งในนั้น ก็อาจจะเป็น พี่น้อง ญาติ สนิท มิตรสหาย ของตัวท่านเองก็ได้ ทำให้เขาเหล่านั้นได้รับความลำบาก ลำบน อย่างน้อยๆใจที่เคยใสๆ ว่าจะได้ไปทำบุญ กลับกลายเป็นใจขุ่นคลัก ใจหมอง เพราะมีคนมาขัดใจเข้าเสียแล้ว นี่คือเหตุที่ตัวท่านอาจเคยกระทำไว้น่ะครับ..

ส่วนผลแห่งกรรม อาจตามมาส่งผลในภพชาติถัดไป หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่า ความถี่ที่ตัวท่านกระทำไว้ในชาติที่แล้วว่า มาก น้อยเพียงใด ถ้าถี่มาก ภาษาพระเรียกว่า เป็นอาจินกรรม บาปที่กระทำก็ย่อมส่งผลเร็ว อาจเห็นกันในชาตินี้เลย ไม่ต้องรอชาติหน้า ผลแห่งกรรมที่ได้รับ ก็ย่อมไม่แตกต่างจากที่ตัวท่านเคยกระทำไว้ แต่จะเข้มข้นกว่าเดิม หรือไม่ ขึ้นกับ บาปกรรมตัวอื่นๆ ที่ท่านกระทำควบคู่กับการไปขัดขวางความดีเขาในชาตินั้นๆ ว่าจะช่วยกันส่งผลหรือไม่ เช่น นอกจากว่าตัวท่านจะว่ากล่าวห้ามผู้คนด้วยถ้อยคำรุนแรงแล้ว ยังมีการกล่าวกระทบ-กระทั่ง ประทบ-ประเทียบเปรียบเปรย หรือส่อเสียด ยั่วยุ เป็นต้น

ดังนั้น เมื่อทราบผลานิสงค์ของกรรมเป็นอย่างดีแล้ว ตัวท่านจะต้องรีบขวนขวาย สร้างแต่สิ่งดี สร้างกรรมดีเข้าไว้ เห็นผู้อื่นทำความดี ต้องรีบอนุโมทนาสาธุในทันที อย่าให้บาปได้ช่อง เพราะเราไม่รู้ว่า ในอดีตชาติได้ไปก่อเวรอะไร กะใครไว้อีก การทำบุญแล้วอธิษฐานก็เป็นสิ่งสำคัญ เหมือนการกำหนดทิศทางไว้แต่เนิ่นๆ เช่น อธิษฐานขอให้อย่าให้อกุศลมาสิงจิต ขอให้ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เมื่อพบพระพุทธศาสนาแล้ว ก็ขอให้ได้สร้างบุญ เป็นสัมมาทิฐฐิบุคคล ชักชวนผู้คนกระทำแต่ความดี ละเว้นความชั่วทุกประการ เทอญ..ทำนองนี้ครับ.."

ubasok wrote on Jan 19
เจอคนด่าแล้วโมโห ธรรมดา
เจอคนด่าแล้ววางเฉย เก่ง
เจอคนด่าแล้วยิ้มอภัย สุดยอด
เจอคนด่าแล้วแผ่เมตตา ประเสริฐ

"..แล้วถ้าเจอคนชม แล้วไม่ยิ้มนี่ จะเรียกว่าอะไรดีครับ พระอาจารย์.."

กราบนมัสการลาล่ะครับ
Add a Comment
   
© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help